Dr. Pedro และน้องชายของเขา Dr. Josep Brugada จึงเริ่มเก็บข้อมูลเคสที่มีลักษณะคล้ายกันนี้จากศูนย์โรคหัวใจต่างๆ ทั่วโลกอย่างเป็นร
3️⃣ ปี 1992: การตีพิมพ์ Landmark Paper พลิกโลก
หลังจากสะสมเคสที่มีลักษณะทางคลินิกและ EKG เหมือนกันได้ครบ 8 เคส (รวมเด็กชายชาวโปแลนด์คนแรก) สองพี่น้อง Brugada ได้ตีพิมพ์บทความวิชาการระดับตำนานลงในวารสาร Journal of the American College of Cardiology (JACC) ในปี ค.ศ. 1992
📄 "Right bundle branch block, persistent ST segment elevation and sudden cardiac death: A distinct clinical and electrocardiographic syndrome." - Brugada P, Brugada J. JACC 1992
ประวัติศาสตร์ความสำเร็จของโรคนี้สมบูรณ์ขึ้นเมื่อน้องชายคนเล็กของตระกูล คือ Dr. Ramon Brugada (ซึ่งเป็นแพทย์นักพันธุศาสตร์) ได้เข้ามาเติมเต็มจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย
ในปี ค.ศ. 1998 Dr. Ramon และทีมวิจัยได้ค้นพบเป็นครั้งแรกว่า Brugada Syndrome เป็นโรคในกลุ่ม Cardiac Channelopathy โดยพวกเขาสามารถระบุการกลายพันธุ์แบบ loss-of-function บนยีน SCN5A ซึ่งทำหน้าที่สร้างช่องโซเดียมขาเข้า (I_{Na}) ของหัวใจได้สำเร็จ ทำให้กลไกของโรคหลุดออกจากความลึกลับทางไสยศาสตร์เข้าสู่การแพทย์ระดับโมเลกุลอย่างแท้จริง
• แนะนำการฝังเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ (ICD Placement) เป็น Class I recommendation
★
กลุ่ม Intermediate risk
• ไม่มีอาการ (Asymptomatic) แต่ตรวจพบ Spontaneous Type 1 ECG
• พิจารณาทำ Electrophysiological Study (EPS) เพื่อประเมินการเหนี่ยวนำให้เกิด VT/VF หรือติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
★
กลุ่ม Low risk
• ไม่มีอาการ และพบ Type 1 ECG เฉพาะเวลาโดนกระตุ้น (Drug-induced)
• เน้นการปรับพฤติกรรมและการเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง
👨⚕️ การรักษาทางยาและหัตถการอื่นๆ
●
Quinidine: เป็นยากลุ่ม Class IA ที่มีคุณสมบัติบล็อก (I to ) current (Transient outward potassium current) สามารถใช้เพื่อลดการเกิด Arrhythmia Storm หรือใช้ในรายที่มีข้อห้ามในการติดเครื่อง ICD
Phase 1: เมื่อกระแสประจุบวกขาเข้า (I Na) เบาบางลง แต่กระแสโพแทสเซียมขาออก (I to) ยังคงทำงานเท่าเดิม (หรืออาจจะแรงกว่าปกติในบางราย) ทำให้ไม่มีประจุบวกในเซลล์มากพอที่จะไปหักล้างแรงดึงของ I to ได้
ผลลัพธ์: กระแสไฟฟ้าขาออก (I to) จึงชนะและลากประจุบวกออกจากเซลล์มากเกินไป ทำให้กราฟไฟฟ้าช่วง Phase 1 ดิ่งลึกลงกว่าปกติอย่างรุนแรง
ความผิดปกตินี้ไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันทั่วทั้งหัวใจ แต่จะจำเพาะเจาะจงมากที่บริเวณ Right Ventricular Outflow Tract (RVOT) และเกิดความไม่เท่ากันระหว่างชั้นเนื้อเยื่อ (Heterogeneity)
🔵 คนปกติ
แม้ว่าตามธรรมชาติแล้ว เซลล์หัวใจชั้นนอกสุด (Epicardium) จะมีปริมาณช่อง I to หนาแน่นกว่าเซลล์ชั้นในสุด (Endocardium) ทำให้ Epicardium มีช่วง Notch ที่ลึกกว่าเล็กน้อย แต่เนื่องจาก I Na ในคนปกติมีมากพอ ความแตกต่างนี้จึงมีน้อยมาก
ที่บริเวณ RVOT Epicardium ซึ่งมี I to หนาแน่นสูงอยู่แล้ว เมื่อมาเจอกับ I Na ที่ลดลงจากตัวโรค จะเกิดปรากฏการณ์ "All-or-None" Repolarization คือแรงดึงของ I to ชนะโดยสมบูรณ์ จนไปทำลาย "ช่วงคงที่" (Action Potential Dome หรือ Phase 2) ของชั้น Epicardium ให้หลุดหายไปเลย
ในขณะเดียวกัน ชั้น Endocardium ซึ่งมี I to น้อยกว่า ยังคงรักษาสภาพ Action Potential Dome ไว้ได้ตามปกติ
ผลลัพธ์: เกิด Transmural Voltage Gradient (ความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างชั้นเนื้อเยื่ออย่างรุนแรง) โดยชั้น Epicardium รีบ Repolarize เป็นลบไปก่อนแล้ว ในขณะที่ Endocardium ยังเป็นบวกอยู่ ความต่างศักย์นี้สะท้อนออกมาใน ECG ให้เราเห็นเป็นลักษณะ ST-segment Elevation แบบ Coved Type (Type 1) ใน Lead V1-V3 นั่นเอง
🔴 ผู้ป่วย Brugada Syndrome (Saddle back)
ในผู้ป่วย Brugada Syndrome ที่แสดง EKG ออกมาเป็นทรงอานม้า (Saddleback) กลไกหลักยังคงเกิดจากกระแสโซเดียมขาเข้า (I Na) หรือกระแสแคลเซียม (I Ca,L) ลดลง ในขณะที่กระแสโพแทสเซียมขาออก (I to ) ในชั้น Epicardium ทำงานเด่นชัดกว่า
ช่วง ST-Segment ลาดลงแล้วกระดกขึ้น (ส่วนเว้าของอานม้า): ความแตกต่างจาก Type 1 อยู่ตรงที่ ใน Type 2 นี้ ชั้น Epicardium ยังไม่สูญเสีย Phase 2 Dome ไปอย่างถาวร (เกิดเพียง Partial Dome Loss หรือ Dome Delay) เซลล์ชั้น Epicardium จึงสามารถดึงกระแสแคลเซียม (I Ca,L) กลับเข้ามาช่วยพยุงให้เกิดช่วง Plateau (Phase 2) ขึ้นมาได้อีกครั้ง แต่เกิดขึ้นล่าช้ากว่าชั้น Endocardium
2 Symptomatic Arrhythmic Syncope: ผู้ป่วยมีอาการวูบหมดสติที่สงสัยหรือพิสูจน์แล้วว่าเกิดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยตรวจพบคลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็น Spontaneous Type 1 Brugada pattern (ไม่ว่าจะเจอในตำแหน่งลีดมาตรฐานหรือ High precordial leads)
🟡 Class IIa Recommendation (ควรพิจารณาใส่)
1 Symptomatic Syncope + Drug-Induced Type 1: ผู้ป่วยมีอาการวูบหมดสติที่สงสัยจากหัวใจ แต่ EKG ในวันปกติเป็นปกติ/Type 2 แล้วตรวจพบ Type 1 เฉพาะตอนทำ Drug Provocation Test
2 Asymptomatic Spontaneous Type 1 + Positive EPS: ผู้ป่วยไม่มีอาการใดๆ เลย แต่มี EKG เป็น Type 1 ขึ้นเองตามธรรมชาติ และเมื่อนำไปทำ Electrophysiological Study (EPS) แล้วสามารถใช้กระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะ VF ได้ง่าย (Programmed Ventricular Stimulation-induced VF)
❌ Asymptomatic + Drug-induced Type 1 ONLY (ไม่แนะนำให้ใส่): หากผู้ป่วยไม่มีอาการใดๆ เลย และ EKG เป็น Type 1 เฉพาะตอนโดนกระตุ้นด้วยยาหรือตอนมีไข้ กลุ่มนี้ไม่แนะนำให้ใส่ ICD เนื่องจากอุบัติการณ์เกิด event ต่ำมาก (น้อยกว่า 0.5% ต่อปี) ซึ่งความเสี่ยงจากการใส่และภาวะแทรกซ้อนของเครื่อง (Inappropriate shock, Infection) จะไม่คุ้ม