Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
BENJI Review
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 08:41 • การศึกษา
อยากประสบความสำเร็จ ลองใช้กฏ 4+2 ดูไหม ?
ที่มาของการเขียนเรื่องนี้ มาจากการที่ผมได้เห็นน้องคนหนึ่งในกลุ่ม Facebook ตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่ไม่มีชื่อเสียงจะโดนดูถูกหรือเปล่า
คำถามนี้ทำให้ผมฉุกคิดเกี่ยวกับ 6 ข้อคิดที่ผมตกผลึกมาจากประสบการณ์ เลยอยากนำ 6 ข้อคิดนี้มาเล่าให้กับทุกท่านฟัง อย่างไรก็ตาม ผมต้องขอออกตัวก่อนว่า ผมไม่ได้เป็นคนที่ประสบความสำเร็จดีเด่นอะไร อย่างไรก็ตาม ก็พอจะจับลักษณะบางอย่างที่จะพาเราไปสู่ความสำเร็จได้บ้าง
[ กฏ 4+2 ที่นำพาเราสู่ความสำเร็จ ]
1. เราชอบสิ่งนั้นขนาดไหน:
- ถ้าชอบมาก เราจะอดทนกับความทุกข์และอยู่กับสิ่งนั้นได้นาน (ไม่รังเกียจ) เพราะสนุกกับสิ่งที่เรากำลังทำ ซึ่งมีผลกับกำลังใจในการเรียนรู้ และส่งผลต่อไปที่ความเก่งและรายได้ในอนาคต
2. เราทำสิ่งนั้นได้ดีขนาดไหน (เทียบกับคนในวงการเดียวกัน):
- ถ้าเราดันทำสิ่งนั้นได้ดีเป็นพิเศษ อย่างน้อยเราจะมีความมั่นใจในจุดแข็งของตัวเองและมีแต้มต่อในตลาดแรงงาน ภาษานักกลยุทธ์เรียกว่า "Competitive Advantage (ความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน)"
3. สิ่งที่เราทำสร้างเงินได้ดีขนาดไหน:
- บางครั้งสิ่งที่ชอบอาจไม่ทำเงิน หรือสิ่งที่ไม่ชอบดันทำเงินได้เยอะ ตรงนี้ก็ต้องนำมาพิจารณาว่าสิ่งที่เราทำถูกให้คุณค่าในเชิงเศรษฐกิจมากแค่ไหน ยิ่งมาก โอกาสเงินเพิ่มตามก็เยอะขึ้น
4. สิ่งที่เราทำกำลังเกาะเทรนด์ขาขึ้นอยู่ไหม:
- เรื่องนี้แต่ก่อนไม่เคยคิด แต่ระยะหลัง ผมรู้สึกว่า ถ้าเราทำในสิ่งที่เกาะเทรนด์ขาขึ้นอยู่ โอกาสพลาดจะน้อยกว่า เพราะตลาดเปิดกว้าง รวมถึงถ้าเราอยากจะเสี่ยงลองทำสิ่งต่าง ๆ ก็จะมีโอกาสไปได้ดีมากกว่างานที่เป็นเทรนด์ขาลง
ข้อพิเศษ: 5. ภาษาอังกฤษ / ภาษาที่ 3:
- อังกฤษดี โอกาสได้งานในบริษัทต่างชาติและความเปิดกว้างในหน้าที่การงานจะดีมากครับ รวมถึงถ้าภาษาดี เวลาจะศึกษาอะไร ศึกษาเป็นอังกฤษมีแหล่งข้อมูลดีกว่าภาษาไทยเยอะกว่ามาก
ข้อพิเศษ: 6. ความมุ่งมั่น ความเพียรพยายาม และความทนทานต่อสภาวะกดดัน
- เรื่องความมุ่งมั่น เพียรพยายาม เอาใจใส่ในสิ่งที่ทำ ถ้าเราทำมันบ่อย ๆ เราจะเข้าใจสิ่งนั้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ และเมื่อเราเข้าใจมัน เราจะมีแต้มต่อหรือมีความเหนือกว่าผู้อื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน ทั้งยังเป็นส่วนที่ผลักดันให้เกิดข้อที่ 1-4 ด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อเรามุ่งมั่นทำบางอย่างให้สำเร็จ ย่อมอาจมีความกดดัน (Stress) เข้ามาในระหว่างทาง เช่น ความกดดันให้ทำให้ได้ ความกดดันให้ทำให้สำเร็จ ความกดดันในการเรียน ความกดดันในการทำงาน ความกดดันนั้นมีหลากหลายรูปแบบ ถ้าเราเป็นผู้ที่มีความยืดหยุ่นและทนทานต่อการกดดันในหลายสภาวะ ล้มแล้วลุกไว (Resilience) เราจะมีโอกาสอยู่รอดและรุ่งในระยะยาวด้วยเช่นกัน
[ คำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฏ 4+2 ]
กฏ 4+2 นี้ สามารถใช้ได้กับทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องงาน สิ่งที่สนใจ หรือโอกาสต่าง ๆ ในชีวิต
กฏข้อที่ 1-3: งานที่ชอบ / งานที่ทำได้ดี / งานที่ได้เงิน - ทั้งอย่างนี้เป็นปัจจัยภายในที่เราใช้เลือกหรือใช้เป็นแกนหลักในการพิจารณาคุณค่าของสิ่งที่เราสนใจได้
กฏข้อที่ 4: เทรนด์ขาขึ้นและเทรนด์ขาลง
- ข้อนี้เป็นส่วนที่จะช่วยบอกว่า เราจะ "โชคดี" หรือ "โชคร้าย"
"ถ้าเรากำลังเกาะเทรนด์ขาขึ้น เราจะมีโอกาส "โชคดี" บ่อย ๆ แต่ถ้าเราอยู่ในเทรนด์ขาลง เราจะมีโอกาส "โชคร้าย" บ่อย ๆ"
- ผมเคยเห็นคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมขาขึ้นและคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีความทนทานทางเศรษฐกิจสูง คนที่อยู่ในอุตสาหกรรมเหล่านี้การงานดี เงินเดือนพุ่ง และย้ายงานเพื่อขึ้นเงินเดือนกันมากมายหลายคน
ในขณะที่อีกคนที่เก่งกาจเช่นกัน เป็นมือต้น ๆ ของวงการ แต่อยู่ในอุตสาหกรรมขาลงที่มีผลกระทบจากการโดน AI Disruption ในอุตสาหกรรมนี้มีการ Layoff คนออกจากบริษัทกันเรื่อย ๆ พอพี่คนนี้จะย้ายงานก็กังวล เพราะกลัวว่าย้ายไปแล้ว เราจะไม่รอดเสียเอง กลายเป็นย้ายไม่ได้ เพราะอยู่ในบริษัทเดิมดีที่สุดแล้ว
กฏข้อที่ 5 (ข้อพิเศษ): ภาษาอังกฤษ (และภาษาที่ 3) - หากไม่รู้จะเรียนภาษาอะไร ให้ฝึกภาษาอังกฤษให้คล่องเข้าไว้ในระดับที่สื่อสารได้ ตรงนี้ช่วยให้เรามีโอกาสโชคดีมากขึ้นเช่นกัน เช่น โชคดีได้งานที่ดีขึ้น โชคดีได้อยู่ในบริษัทที่ให้เงินเยอะขึ้น หรือโชคดีที่เรามีแต้มต่อเหนือกว่าคนอื่นมากขึ้น สังคมเราให้คุณค่ากับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน
กฏข้อที่ 6 (ข้อพิเศษ): ความมุ่งมั่น ความเพียรพยายาม - มุ่งมั่นเต็มที่กับสิ่งที่ทำย่อมส่งผลให้เราเข้าใจในสิ่งนั้นมากกว่าคนที่ไม่ได้ใส่ใจอะไรเลย และสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราควบคุมได้จากภายใน ไม่ต้องพึ่งพาสิ่งอื่นเลยนอกจากใจเราเอง โฟกัสกับสิ่งที่เราทำโดยไม่หวั่นไหวจากปัจจัยภายนอก เรียนรู้และบริหารความกดดันและความเครียดอย่างชาญฉลาด
[ มุมในใช้งานกฏ 4+2 ]
ในกฏ 4+2 นี้ เราสามารถมองออกได้เป็น 2 มุม
มุมในการพิจารณาตัวเองแบบที่ 1: เรามี 6 ข้อนี้ไหมกับสิ่งที่เราสนใจ
- ในมุมพิจารณานี้ ลองนำ 6 ข้อมากางดูว่า สิ่งไหนเป็นสิ่งที่เรามี และสิ่งที่ไหนที่เราไม่มี เพื่อไว้ใช้วัดโอกาสสำเร็จในอนาคตได้
มุมในการพิจารณาตัวเองแบบที่ 2: ถ้าเราไม่มี 6 ข้อนี้ เราสามารถสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้ไหม
- ในมุมพิจารณานี้ หากเราไม่มี 6 ข้อที่กล่าวมาหรือขาดข้อใดข้อหนึ่งไป ลองดูว่า มีโอกาสที่เราจะสร้างส่วนที่ขาดไปได้ไหม ถ้ามีโอกาสสร้างมันขึ้นมาได้ ก็ถือว่าเรายังสามารถสร้างแต้มต่อให้กับตัวเอง เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จได้ เช่น ข้อที่ 2 และข้อที่ 5 เรื่องความเก่งในตัวงานและเรื่องภาษา ถ้าเรามองว่าเราฝึกฝนขึ้นมาได้โดยไม่เหลือบ่ากว่าแรง เราก็จะมีโอกาสเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จได้มากขึ้น
การสร้างข้อใดข้อหนึ่งจาก 6 ข้อนี้ ผมมองว่า ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ เพราะ แต่ละคนมีข้อจำกัดในชีวิตที่แตกต่างกัน เช่น บางคนอยากฝึกภาษาแต่ไม่มีโอกาส หรือบางคนพยายามฝึกภาษาแต่พัฒนาการค่อนข้างช้า เทียบกับบางคนที่ฝึกภาษาไม่นานก็สื่อสารคล่องแคล่วเลย
พวกนี้เกี่ยวข้องกับต้นทุนความรู้ดั้งเดิมที่เคยสั่งสมมา หรืออาจโยงไปถึงต้นทุนทางสมองของเราเองที่อาจดีไม่เทียบเท่าคนอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ลองทำให้เต็มที่ดูก่อน แล้วได้เท่าไหน ค่อยมาว่ากันอีกทีหลังจากได้ลองจนถึงที่สุดแล้ว
สำหรับผมในกฏ 5+1 ผมว่า ข้อที่ 1, ข้อที่ 5, และข้อที่ 6 สำคัญที่สุด นั่นคือ จะประสบความสำเร็จได้ ควรจะมีความชอบ ความมุ่งมั่นพยายามที่เพียงพอ พร้อมกับสกิลภาษาที่ดี
- ความชอบ: แน่นอนอยู่แล้วว่า ถ้าจะสำเร็จสิ่งใด เราควรชอบสิ่งนั้น
- ความมุ่งมั่นเอาใจใส่: ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น
- ภาษาอังกฤษ: องค์ความรู้ต่าง ๆ บนโลกดี ๆ เขียนไว้เป็นภาษาอังกฤษ ถ้าเราเปิดประตูทางภาษาได้ เราจะพบกับองค์ความรู้ล้ำค่าที่จะเพิ่มความสามารถเราได้อย่างก้าวกระโดด
ดังนั้นให้ลองดูว่า สิ่งที่เราตั้งใจจะทำ เรามีคุณสมบัติกี่ข้อ หรือถ้ายังไม่มี ให้ดูว่า เราสามารถสร้างคุณสมบัติเหล่านึ้ได้ไหม
พัฒนาตัวเอง
การศึกษา
การเรียนรู้
บันทึก
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
Education & Self Development
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย