21 มิ.ย. 2022 เวลา 06:01 • หนังสือ
#75 CWG. 4️⃣ — บทที่ 1️⃣9️⃣ (ตอนที่ 2) : ในอารยธรรมของ สวส. แนวคิดเรื่อง “ความเป็นเจ้าของ” ถูกแทนที่ด้วยแนวคิดของ “ความเป็นผู้ดูแล”
▪️ผู้แปล : แอดมิน
{🔸ซึ่งผมอาจนำคำแปลบางส่วน ของคุณซิม จากเพจ Books for Life มาใช้ด้วยครับ ก็ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ที่ทำให้งานแปลมันสมบูรณ์ขึ้นครับ 🙏 นี่เป็นงานแปลที่ผมตั้งใจแปลมาก ๆ หากมีข้อผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ ทีนี้ด้วยครับ🔸}
Q : Yes, and of course I do see this. But I want to speak sometimes in this dialogue in the voice of James Thurber’s “Everyman.” Most people—all of these inequities aside—would not want to give up the idea of ever owning anything, of ever being able to call anything their own.
นีล : ครับ แน่นอนว่าผมเห็นแบบนั้นจริงๆ แต่ผมขอใช้คำพูดตามบทของตัวละครในเรื่อง “เอเวอรี่แมน” จากงานของเจมส์ เทอร์เบอร์ที่ว่า :
คนส่วนใหญ่ —ยังไม่พูดถึงว่าพวกเขาจะสนใจเรื่องความเท่าเทียมกันหรือไม่— ไม่ต้องการที่จะละทิ้งแนวคิดในเรื่องของสิทธิ์ในการครอบครอง หรือแนวคิดที่ไม่สามารถเรียกสิ่งใด ๆ ว่าเป็นของตนเองได้หรอกครับ
How do members of an awakened species do it?
แล้วสมาชิกของเผ่าพันธุ์ที่ตื่นแล้วทำได้ยังไงครับ❓
A : They understand that since they are all One, every thing that exists belongs to every one that exists.
พระเจ้า : พวกเขาเข้าใจว่า ก็เพราะพวกเขาคือหนึ่งเดียวกัน ดังนั้น ทุกสิ่งที่มีอยู่จึงเป็นของทุกคนที่ดำรงอยู่
.
Q : But how would that function as a practical matter?
นีล : แล้วพวกเขาเอาแนวคิดที่ว่าไปปรับใช้ในชีวิตจริงยังไงครับ❓
Everyone in our world can’t till the soil and plant the seeds and harvest the crop and earn the income from every farm on the planet.
ทุกคนบนโลกคงไม่สามารถเดินเข้าไปไถพรวนดิน แล้วลงมือปลูกพืช พร้อมกับเก็บเกี่ยว จนสามารถสร้างรายได้จากฟาร์มที่ไหน ๆ ก็ได้ บนโลกใบนี้
Every person cannot walk into every other person’s dwelling as if it were their own and just hang out there. First of all, there wouldn’t be a place big enough. And even if there were, could there be no privacy? Is everything to be shared, including husbands, wives, children, and all possessions of any kind?
ทุกคนคงสามารถเดินเข้าไปในบ้านใครก็ได้ ราวกับเป็นบ้านของตนเอง แล้วก็อาศัยอยู่ที่นั่น อย่างแรกเลยนะครับ คงไม่มีสถานที่ไหนใหญ่พอให้ใครก็ได้และจะกี่คนก็ได้เข้ามาอยู่ หรือถึงจะมีก็เถอะ มันก็ต้องมีความเป็นส่วนตัวกันบ้าง หากอะไรๆ ก็แบ่งกันได้หมด มันจะไม่รวมไปถึงสามี ภรรยา ลูกๆ หรือทรัพย์สินใดๆ ทั้งมวลหรอกหรือครับ❓
How can that work?
มันจะเอาไปใช้ในชีวิตจริงได้ยังไง❓
A : In the civilization of an awakened species the idea of “ownership” is replaced by the concept of “stewardship.”
พระเจ้า : ในอารยธรรมของเผ่าพันธุ์ที่ตื่นแล้วแนวคิดเรื่องความเป็น “เจ้าของ” ถูกแทนที่ด้วยแนวคิดของความเป็น “ผู้ดูแล ผู้พิทักษ์ หรือ ผู้จัดการทรัพยากร”★
★แค่ดูแล อนุรักษ์ รักษา พิทักษ์ ทำให้เจริญงอกงามเพื่อทุกคนในเผ่าพันธุ์ แต่ไม่ได้มีความรู้สึกว่าสิ่งที่ตนดูแลอยู่เป็นของๆตน เพราะทุกคนในเผ่าพันธุ์คือเจ้าของทรัพยากรทั้งหมดร่วมกันอย่างเท่าเทียม –แอดมิน–
Entities mutually agree on who shall have stewardship of what, who shall partner with whom, who shall raise offspring, and who shall perform what functions in the physical world.
สิ่งมีชีวิตทั้งหมดจะตกลงร่วมกันว่า ใครควรดูแลรักษาอะไร ใครควรเป็นคู่ของใคร ใครควรเลี้ยงดูและปลูกฝังทายาท และใครควรทำประโยชน์อะไรให้แก่โลกทางกายภาพของพวกเขาบ้าง
No one “takes” anything or anyone that is being cared for by someone else through a stewardship or partnership agreement.
ไม่มีใคร “เอา” อะไร หรือแย่งชิงใครที่ได้รับการดูแลจากบุคคลอื่นผ่านข้อตกลงร่วมกันของการเป็นผู้ดูแลหรือการเป็นคู่กัน
Those who create offspring do not imagine that they “own” their offspring, and those who partner with others do not imagine that they “own” their partners, and those who accept stewardship of anything else that is physical—be it land or some particular physical item—do not imagine that they “own” that item.
ผู้ที่มีทายาท ก็ไม่ได้คิดว่าทายาทเหล่านั้น “เป็นของ” ของพวกเขา ผู้ที่มีคู่ ก็ไม่ได้คิดว่าตนเอง “เป็นเจ้าของ” คู่ของตน ทั้งผู้ที่รับหน้าที่เป็นผู้ดูและพิทักษ์รักษาสิ่งต่างๆทางกายภาพ —ไม่ว่าจะเป็นผืนดิน หรือ สิ่งใดๆก็ตามทางกายภาพ— ก็ไม่ได้คิดว่าตนเอง “เป็นเจ้าของ” สิ่งที่ตนดูแลรักษาอยู่
They are merely loving and caring for these other entities and these other items.
พวกเขาก็แค่ 💟รักและห่วงใย💟 (พร้อมดูแลเอาใจใส่) สิ่งมีชีวิตอื่น และ สิ่งอื่นๆก็เท่านั้น
No one imagines, for instance, that because they are stewards of a particular parcel of the planet on which they have embodied, they “own” the minerals and water and whatever else is under that parcel, down to the center of the planet.
ยกตัวอย่างเช่น ไม่มีใครมีความคิดว่า ถึงแม้พวกเขาจะได้เป็นผู้ดูแลพื้นผิวโลกที่เป็นพื้นที่ที่พวกเขาเกิด (ปรากฏรูปขึ้น) ก็ไม่ได้หมายความว่า พวกเขา “เป็นเจ้าของ” แร่ธาตุ น้ำ หรืออะไรก็ตามที่อยู่ภายใต้พื้นผิวนั้นไปจนถึงใจกลางโลก
Nor does anyone imagine that they “own” the air, or the sky, above a particular parcel as high as the sky can go.
และยังไม่มีใครคิดด้วยว่าตนเอง “เป็นเจ้าของ” อากาศ ท้องฟ้า หรือสิ่งที่อยู่เหนือขึ้นไปจนถึงชั้นบรรยากาศชั้นนอกสุด
So there are no arguments about “how high is up” and “how far down is down” and who owns the “rights” to whatever is up or down there.
ดังนั้น มันจึงไม่มีการอ้างสิทธิ์ในเรื่อง พื้นที่ “ต้องสูงแค่ไหน” และ “ต้องลงลึกเท่าใด” และใครเป็นเจ้าของ “สิทธิ์ประโยชน์” ในพื้นที่เหล่านั้นไม่ว่าข้างบนหรือข้างล่าง
Such discussions would seem pointless and totally out of keeping among beings who understand that they are all One, and that no single entity or group of entities can possibly “own” a chunk of a planet—much less what’s high above and far beneath it.
ฉะนั้น การถกเถียงกันในประเด็นดังกล่าว จึงไร้สาระอย่างสิ้นเชิงสำหรับสิ่งมีชีวิตที่เข้าใจว่าพวกตนคือหนึ่งเดียวกัน และไม่มีสิ่งมีชีวิตตนใด หรือกลุ่มใดคิดว่าตนหรือพวกตน “เป็นเจ้าของ” ไม่ว่าจะส่วนใดๆของดาวเคราะห์ —นับประสาอะไรกับสิ่งที่อยู่สูงขึ้นไปและที่อยู่ลึกลงมา★
อ่านเรื่องนี้ทบทวนเพิ่มเติมได้ตามลิงค์ครับ –แอดมิน–
(มีต่อ)

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา