17 ส.ค. 2025 เวลา 10:51 • สุขภาพ

ความดันโลหิตสูง: ปัจจัยภายนอกและสิ่งแวดล้อมที่ทำให้ความดันสูง

ภาวะความดันโลหิตสูง (Hypertension) เป็นภาวะที่แรงดันภายในหลอดเลือดแดงสูงกว่าค่าปกติอย่างต่อเนื่อง ถือเป็น "ภัยเงียบ" (Silent Killer) เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการแสดงในระยะแรก แต่จะส่งผลเสียร้ายแรงต่ออวัยวะสำคัญต่างๆ ในระยะยาว เช่น หัวใจ สมอง ไต และตา การทำความเข้าใจปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้จากวิถีชีวิตจึงเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันและรักษา
บทความนี้จะเจาะลึกถึงปัจจัยทางร่างกาย สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิต ที่มีผลต่อความดันโลหิต พร้อมกลไกการเกิดและข้อมูลทางสถิติที่น่าสนใจ
  • บุหรี่และแอลกอฮอล์: คู่หูทำลายหลอดเลือด
บุหรี่ (Smoking) 🚬
-- กลไกการออกฤทธิ์ --
  • การกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System Activation): สารนิโคตินในบุหรี่กระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารสื่อประสาทกลุ่มแคทีโคลามีน (Catecholamines) เช่น อะดรีนาลีน (Adrenaline) และนอร์อะดรีนาลีน (Noradrenaline) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น (Increased Heart Rate) และหลอดเลือดหดตัว (Vasoconstriction) ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นเฉียบพลัน
  • การทำลายเซลล์บุผนังหลอดเลือด (Endothelial Dysfunction): สารพิษในควันบุหรี่ เช่น อนุมูลอิสระและคาร์บอนมอนอกไซด์ ทำลายความยืดหยุ่นของเซลล์บุผนังหลอดเลือด ทำให้การผลิตไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide) ซึ่งเป็นสารขยายหลอดเลือดลดลง นำไปสู่ภาวะหลอดเลือดแข็ง (Arterial Stiffness) และตีบตัน (Atherosclerosis) ในระยะยาว
-- ข้อมูลทางสถิติ --
  • การสูบบุหรี่ 1 มวน สามารถทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นทันที 5-10 mmHg และจะคงอยู่นานประมาณ 15-30 นาที
  • ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ (Resistant Hypertension) มากกว่าผู้ที่ไม่สูบ
  • การสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงขึ้น 2-4 เท่า
แอลกอฮอล์ (Alcohol) 🍻
-- กลไกการออกฤทธิ์ --
  • ผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลางและซิมพาเทติก: การดื่มในปริมาณมากและเรื้อรังจะไปกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก ลดความไวของตัวรับความดัน (Baroreflex Sensitivity) และเพิ่มการหลั่งแคทีโคลามีน (increase cathecholamines)
  • การกระตุ้นระบบ Renin-Angiotensin-Aldosterone (RAAS): แอลกอฮอล์กระตุ้นการหลั่งเอนไซม์เรนินจากไต นำไปสู่การสร้าง Angiotensin II ซึ่งเป็นสารที่ทำให้หลอดเลือดหดตัวอย่างรุนแรง และกระตุ้นการหลั่ง Aldosterone ทำให้มีการดูดกลับโซเดียมและน้ำเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปริมาตรเลือดเพิ่มและความดันโลหิตสูงขึ้น
  • เพิ่มระดับแคลเซียมในเซลล์กล้ามเนื้อเรียบ: ทำให้หลอดเลือดหดตัวง่ายขึ้น
  • เพิ่มระดับ Cortisol: ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดที่ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
-- ข้อมูลทางสถิติ --
  • ความสัมพันธ์ระหว่างแอลกอฮอล์และความดันโลหิตมีลักษณะเป็น J-shaped curve คือการดื่มเล็กน้อยอาจไม่ส่งผลเสีย แต่การดื่มที่เกินกว่าระดับปานกลาง (ผู้ชาย >2 ดื่มมาตรฐาน/วัน, ผู้หญิง >1 ดื่มมาตรฐาน/วัน) มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความดันโลหิตที่สูงขึ้น
** เครื่องดื่มมาตรฐาน (Standard Drink) คือ ปริมาณแอลกอฮอล์ที่เท่ากัน โดยทั่วไปแล้ว 1 ดื่มมาตรฐาน (Standard Drink) จะมีปริมาณแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ประมาณ 10 กรัม ซึ่งตับจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการขับออก
** ตัวอย่าง
🍺 เบียร์ 1 กระป๋อง (330 มล.) ที่มีแอลกอฮอล์ 5% ถือเป็น 1 ดื่มมาตรฐาน
🥃 เหล้า 1 เป๊ก (ประมาณ 30 มล.) ที่มีแอลกอฮอล์ 40% ถือเป็น 1 ดื่มมาตรฐาน
🍷ไวน์ 1 แก้ว (100 มล.) ที่มีแอลกอฮอล์ 12% ถือเป็น 1 ดื่มมาตรฐาน
  • โดยเฉลี่ยแล้ว ในทุกๆ 10 กรัมของแอลกอฮอล์ที่บริโภคเกินเกณฑ์ต่อวัน จะสัมพันธ์กับความดันโลหิต Systolic (ตัวบน) ที่สูงขึ้นประมาณ 1 mmHg
  • การดื่มหนัก (Heavy drinking) เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดความดันโลหิตสูงได้ถึง 50-70%
  • อาหาร: สิ่งที่คุณทาน กำหนดความดันของคุณ
เกลือ (โซเดียม) และการทานเค็ม 🧂
-- กลไกการออกฤทธิ์ --
  • การเพิ่มปริมาตรของเหลวในร่างกาย (Volume Expansion): โซเดียมเป็นอิเล็กโทรไลต์หลักที่ควบคุมสมดุลของเหลวนอกเซลล์ การบริโภคโซเดียมสูงทำให้ร่างกายเก็บกักน้ำไว้มากขึ้น ส่งผลให้ปริมาตรเลือด (Blood Volume) เพิ่มขึ้น หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือด (Increased Preload and Cardiac Output) ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
  • ผลกระทบโดยตรงต่อหลอดเลือด: โซเดียมส่วนเกินอาจส่งผลต่อความตึงตัวของหลอดเลือด (Vascular Tone) และเพิ่มการตอบสนองต่อสารกระตุ้นการหดตัวของหลอดเลือด เช่น Angiotensin II และ Norepinephrine
  • การตอบสนองต่อเกลือไม่เท่ากันในแต่ละบุคคล เรียกว่า "Salt Sensitivity" ซึ่งพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ, ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน, หรือผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง
-- ข้อมูลทางสถิติ --
  • การลดการบริโภคโซเดียมลง 1,000 มิลลิกรัม/วัน (เทียบเท่าเกลือแกงประมาณ 2.5 กรัม หรือครึ่งช้อนชา) สามารถลดความดันโลหิต Systolic ได้เฉลี่ย 5-6 mmHg ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง และ 2-3 mmHg ในคนปกติ
  • การศึกษา DASH-Sodium พบว่าการจำกัดโซเดียมร่วมกับการทานอาหารแบบ DASH Diet ให้ผลลดความดันโลหิตได้ดีที่สุด
อาหารไขมันสูง 🧁
-- กลไกการออกฤทธิ์ --
  • การบริโภคไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) และไขมันทรานส์ (Trans Fat) ในปริมาณมาก นำไปสู่ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ (Dyslipidemia) โดยเฉพาะระดับ LDL-Cholesterol ที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิด Atherosclerosis หรือภาวะหลอดเลือดแดงแข็งและตีบตัน เมื่อหลอดเลือดเสียความยืดหยุ่นและมีพื้นที่หน้าตัดแคบลง จะเกิดแรงต้านทานส่วนปลาย (Peripheral Resistance) สูงขึ้น ส่งผลให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นโดยตรง
-- รูปแบบอาหาร (Dietary Patterns) ที่แนะนำ --
  • DASH Diet (Dietary Approaches to Stop Hypertension): เป็นรูปแบบอาหารที่ได้รับการยอมรับและมีหลักฐานเชิงประจักษ์มากที่สุด ประกอบด้วยการเน้นทานผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ ถั่ว และลดการบริโภคเนื้อแดง ของหวาน เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล และไขมันอิ่มตัว
-- ข้อมูลทางสถิติ --
  • การปฏิบัติตาม DASH Diet อย่างเคร่งครัด สามารถลดความดันโลหิต Systolic ได้ถึง 8-14 mmHg ซึ่งเทียบเท่ากับการใช้ยาลดความดันโลหิตบางชนิด
  • ความเครียดและการนอนหลับ: สมดุลที่ถูกมองข้าม
ภาวะเครียด (Stress) 😖
-- นิยามและกลไก --
ภาวะเครียดคือการตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งที่คุกคามหรือท้าทาย ทำให้เกิดการตอบสนองแบบ "สู้หรือหนี" (Fight-or-Flight Response)
  • ภาวะเครียดเฉียบพลัน (Acute Stress): กระตุ้นแกน HPA (Hypothalamic-Pituitary-Adrenal Axis) และระบบประสาทซิมพาเทติก ทำให้มีการหลั่งคอร์ติซอลและอะดรีนาลีน ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็ว หลอดเลือดหดตัว และความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้นชั่วคราว
  • ภาวะเครียดเรื้อรัง (Chronic Stress): การที่ร่างกายอยู่ในภาวะ "สู้หรือหนี" เป็นเวลานาน ทำให้ระดับฮอร์โมนความเครียดและกิจกรรมของระบบประสาทซิมพาเทติกสูงค้างตลอดเวลา ซึ่งนำไปสู่การทำลายผนังหลอดเลือด (Endothelial Dysfunction) และส่งเสริมพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ เช่น การทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ การสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์
-- ข้อมูลทางสถิติ --
  • บุคคลที่มีความเครียดจากการทำงานสูง (High Job Strain) มีความเสี่ยงในการเกิดโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • แม้จะวัดผลโดยตรงเป็น mmHg ได้ยาก แต่การศึกษาจำนวนมากยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดเรื้อรังกับอุบัติการณ์ของโรคความดันโลหิตสูงที่เพิ่มขึ้น
การนอนไม่เพียงพอ (Sleep Deprivation) 🥱
-- กลไกการออกฤทธิ์ --
  • การรบกวน Nocturnal Dip: โดยปกติแล้วความดันโลหิตจะลดต่ำลง 10-20% ในขณะนอนหลับ (Nocturnal Dipping) การนอนไม่พอหรือนอนไม่มีคุณภาพจะรบกวนกระบวนการนี้ ทำให้ค่าความดันโลหิตเฉลี่ย 24 ชั่วโมงสูงขึ้น
  • Sympathetic Overdrive: การนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืนสัมพันธ์กับการทำงานของระบบประสาทซิมพาเทติกที่มากกว่าปกติในวันถัดไป
  • Hormonal Imbalance: การนอนไม่พอเพิ่มระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล และรบกวนสมดุลของฮอร์โมน Ghrelin และ Leptin ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะน้ำหนักเกิน
-- ข้อมูลทางสถิติ --
  • การนอนหลับน้อยกว่า 5-6 ชั่วโมงต่อคืนอย่างต่อเนื่อง เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดหรือทำให้อาการของโรคความดันโลหิตสูงแย่ลงถึง 60-80% เมื่อเทียบกับผู้ที่นอน 7-8 ชั่วโมง
  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea - OSA) เป็นสาเหตุสำคัญของความดันโลหิตสูงทุติยภูมิ (Secondary Hypertension) ที่พบบ่อย
  • ความอ้วนและน้ำหนักเกิน: มากกว่าแค่เรื่องของน้ำหนัก
-- กลไกการออกฤทธิ์ --
เนื้อเยื่อไขมัน (Adipose Tissue) ไม่ใช่เป็นเพียงที่เก็บพลังงาน แต่เป็นอวัยวะที่สร้างฮอร์โมนและสารต่างๆ (Metabolically Active Organ) ได้
  • RAAS Activation: เนื้อเยื่อไขมัน โดยเฉพาะในช่องท้อง (Visceral Fat) ผลิตสาร Angiotensinogen ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในระบบ RAAS
  • Sympathetic Nervous System Activation: ฮอร์โมนเลปติน (Leptin) ซึ่งผลิตจากเซลล์ไขมัน มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติกที่ไตและหลอดเลือด
  • Physical Compression: ไขมันในช่องท้องที่มากเกินไปอาจกดเบียดไต (Renal Compression) ส่งผลกระทบต่อกลไกการขับโซเดียมและน้ำ (Pressure Natriuresis)
  • ภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance): มักพบร่วมกับภาวะอ้วน ซึ่งส่งผลให้ไตดูดกลับโซเดียมมากขึ้นและกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก
  • การอักเสบเรื้อรัง (Chronic Inflammation): เนื้อเยื่อไขมันหลั่งสารก่อการอักเสบ (Pro-inflammatory cytokines) เช่น TNF-α, IL-6 ซึ่งทำลายเซลล์บุผนังหลอดเลือด
-- ข้อมูลทางสถิติ --
  • มีความสัมพันธ์เป็นเส้นตรงระหว่างดัชนีมวลกาย (BMI) และระดับความดันโลหิต
  • ข้อมูลที่สำคัญและนำไปใช้ได้จริงคือ: การลดน้ำหนักทุกๆ 1 กิโลกรัม สามารถลดความดันโลหิตลงได้ประมาณ 1 mmHg
  • การลดน้ำหนักลง 5-10% ของน้ำหนักตัวเริ่มต้น สามารถลดความดันโลหิตได้อย่างมีนัยสำคัญและลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด
การใช้ยาบางชนิด (Drug-induced Hypertension) 💊
ยาหลายชนิดสามารถส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องตระหนักในการดูแลผู้ป่วย
💊 ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs): เช่น Ibuprofen, Naproxen, Diclofenac
  • กลไก: ยับยั้งเอนไซม์ Cyclooxygenase (COX) ทำให้การสังเคราะห์พรอสตาแกลนดิน (Prostaglandins) ซึ่งมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดและช่วยขับโซเดียมที่ไตลดลง ส่งผลให้เกิดการหดตัวของหลอดเลือดและการคั่งของโซเดียมและน้ำ
  • ผลกระทบ: สามารถเพิ่มความดันโลหิต Systolic ได้เฉลี่ย 3-5 mmHg ผลจะเด่นชัดขึ้นในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงอยู่เดิม หรือผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง
💊 ยาลดน้ำมูก (Decongestants): เช่น Pseudoephedrine, Phenylephrine : เป็นยากระตุ้น Alpha-adrenergic receptor ทำให้หลอดเลือดหดตัว
💊 ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม (Oral Contraceptives): โดยเฉพาะชนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนในขนาดสูง สามารถกระตุ้นการสร้าง Angiotensinogen จากตับ
💊 คอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids): เช่น Prednisolone มีฤทธิ์ของ Mineralocorticoid ทำให้เกิดการคั่งของโซเดียมและน้ำ
💊 ยาต้านซึมเศร้าบางกลุ่ม: เช่น SNRIs (Venlafaxine) และ TCAs สามารถเพิ่มระดับ Norepinephrine ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้
💊 Erythropoietin, Calcineurin inhibitors (Tacrolimus, Cyclosporine) และยาอื่นๆ
--- สรุป ---
ความดันโลหิตเป็นดัชนีชี้วัดสุขภาพของหลอดเลือดที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามปัจจัยต่างๆ จะเห็นได้ว่าวิถีชีวิตตั้งแต่การเลือกทานอาหาร การจัดการความเครียด การนอนหลับ การควบคุมน้ำหนัก ไปจนถึงการใช้ยา มีผลกระทบโดยตรงต่อความดันโลหิตผ่านกลไกทางสรีรวิทยาที่ซับซ้อน
การทำความเข้าใจปัจจัยเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้บุคคลทั่วไปสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันภาวะความดันโลหิตสูงได้ แต่ยังเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ในการให้คำแนะนำและวางแผนการรักษาแบบองค์รวม (Holistic Approach) เพื่อควบคุมความดันโลหิตของผู้ป่วยให้เป็นไปตามเป้าหมายและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
อ่านบน FB ได้ที่นี่

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา