Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Doctor Near you (หมอใกล้คุณ)
•
ติดตาม
21 ส.ค. 2025 เวลา 12:10 • สุขภาพ
ความดันโลหิตสูงชนิดคงที่ (Sustained Hypertension): เมื่อความดันไม่เคยพัก
หลายท่านคงคุ้นเคยกับการวัดความดันโลหิตที่โรงพยาบาล แต่ทราบหรือไม่ว่ารูปแบบของความดันโลหิตสูงนั้นมีหลายชนิด หนึ่งในชนิดที่น่ากังวลและส่งผลกระทบต่อร่างกายมากที่สุดคือ "ความดันโลหิตสูงชนิดคงที่" (Sustained Hypertension) ซึ่งหมายถึงภาวะที่ความดันโลหิตสูงอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะวัดที่โรงพยาบาลหรือที่บ้าน บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจภาวะนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
🧑⚕️ Sustained Hypertension คืออะไร? และน่ากังวลอย่างไรในแต่ละช่วงวัย
โดยปกติ ค่าความดันโลหิตที่เหมาะสมคือไม่เกิน 120/80 มิลลิเมตรปรอท (mmHg) ภาวะความดันโลหิตสูงจะถูกวินิจฉัยเมื่อค่าความดันสูงกว่า 130/80 หรือ 140/90 mmHg ขึ้นไป (ตามแต่แนวทางเวชปฏิบัติ)
Sustained Hypertension คือภาวะที่ค่าความดันโลหิตสูงเกินเกณฑ์ อย่างสม่ำเสมอ ทั้งจากการวัดโดยบุคลากรทางการแพทย์ (Office BP) และจากการวัดด้วยตนเองนอกสถานพยาบาล เช่น การวัดที่บ้าน (Home Blood Pressure Monitoring, HBPM) หรือการใช้เครื่องวัดความดันติดตัว 24 ชั่วโมง (Ambulatory Blood Pressure Monitoring, ABPM)
ภาวะนี้แตกต่างจาก "ความดันสูงตอนเจอเสื้อกาวน์" (White Coat Hypertension) ที่ความดันจะสูงแค่ที่โรงพยาบาล แต่ปกติเมื่ออยู่บ้าน ซึ่ง Sustained Hypertension มีความน่าเป็นห่วงมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ สมอง ไต และหลอดเลือด ต้องเผชิญกับแรงดันที่สูงอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้เกิดความเสื่อมและอันตรายได้เร็วกว่า
👵 ลักษณะและข้อกังวลในกลุ่มผู้สูงอายุ (Elderly, >65 ปี)
■
ลักษณะที่ตรวจพบ: มักพบในรูปแบบ Isolated Systolic Hypertension (ISH) คือความดันตัวบน (Systolic Blood Pressure, SBP) สูงมาก (เช่น >140 mmHg) แต่ความดันตัวล่าง (Diastolic Blood Pressure, DBP) อาจปกติหรือต่ำ
■
กลไกหลัก: เกิดจาก ความแข็งตัวของหลอดเลือดแดง (Arterial Stiffness) ตามวัย หรือที่เรียกว่าภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Arteriosclerosis) เมื่อหลอดเลือดแดงใหญ่ (Aorta) ขาดความยืดหยุ่น มันจึงไม่สามารถขยายตัวเพื่อรองรับเลือดที่ถูกบีบออกจากหัวใจในแต่ละครั้งได้ดี ทำให้แรงดันขณะหัวใจบีบตัว (SBP) พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก
ข้อกังวล (Clinical Concern) ⚠️
●
Pulse Pressure ที่กว้าง: ค่า Pulse Pressure คำนวณจาก SBP - DBP ในผู้สูงอายุที่มี ISH ค่านี้จะกว้างมาก ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ (Predictor) ที่สำคัญของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง (Cardiovascular Events) เนื่องจากบ่งบอกถึงภาระงานของหัวใจที่หนักและความเสียหายต่อหลอดเลือดฝอยในอวัยวะสำคัญ
●
ความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะความดันต่ำขณะเปลี่ยนท่า (Orthostatic Hypotension): การให้ยาลดความดันเพื่อคุม SBP อาจทำให้ DBP ต่ำเกินไป ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอขณะลุกขึ้นยืน การปรับยาจึงต้องทำอย่างระมัดระวัง
●
ความเปราะบาง (Frailty): ผู้สูงอายุมีความทนทานต่อผลข้างเคียงของยาได้น้อยกว่า
👧 ลักษณะและข้อกังวลในกลุ่มอายุน้อย (Young Adults, <40-50 ปี)
■
ลักษณะที่ตรวจพบ: ในระยะแรกมักพบว่า ความดันตัวล่าง (DBP) สูงเด่น หรือสูงทั้ง SBP และ DBP ซึ่งสะท้อนถึงความต้านทานของหลอดเลือดส่วนปลายที่เพิ่มขึ้น
■
กลไกหลัก: มักเกี่ยวข้องกับ
1. ระบบประสาทซิมพาเทติกทำงานมากเกินไป (Sympathetic Nervous System Overactivity): เหมือนร่างกายอยู่ในภาวะ "สู้หรือหนี" (Fight or Flight) ตลอดเวลา ทำให้หัวใจเต้นเร็วและแรงขึ้น (เพิ่ม Cardiac Output) และหลอดเลือดหดตัว (เพิ่ม Peripheral Resistance)
2. ระบบ Renin-Angiotensin-Aldosterone (RAAS) ทำงานผิดปกติ: ซึ่งเป็นกลไกควบคุมความดันและสารน้ำในร่างกายทำงานไวเกินไป
ข้อกังวล (Clinical Concern) ⚠️
●
ความเสี่ยงสะสมตลอดชีวิต (Lifetime Cumulative Risk): การมีความดันสูงตั้งแต่อายุน้อย หมายถึงอวัยวะต่างๆ จะต้องสัมผัสกับแรงดันสูงเป็นระยะเวลานานหลายสิบปี เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไตวายเรื้อรังก่อนวัยอันควรอย่างมาก
●
โอกาสที่จะเป็น Secondary Hypertension สูงขึ้น: ความดันสูงในคนอายุน้อย โดยเฉพาะถ้ารุนแรงและไม่มีประวัติครอบครัวหรือภาวะอ้วน ควรต้องค้นหาสาเหตุที่แฝงอยู่เสมอ
🔎 สาเหตุที่เป็นปัจจัยในกลุ่มความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ (Essential Hypertension)
กว่า 90-95% ของผู้ป่วยความดันสูงจัดอยู่ในกลุ่มนี้ ซึ่งเกิดจากปัจจัยหลายอย่างทำงานร่วมกัน (Multifactorial) โดยมีกลไกหลักๆ ดังนี้
1. พันธุกรรม (Genetic Predisposition): มีประวัติในครอบครัว แต่ไม่ใช่ยีนเดี่ยว แต่เป็นผลจากยีนหลายตัว (Polygenic) ที่ควบคุมการทำงานของระบบประสาท RAAS และการจัดการเกลือแร่ของไต
2. ระบบประสาทซิมพาเทติกทำงานมากเกิน (Sympathetic Overactivity): เป็นกลไกสำคัญโดยเฉพาะในคนอายุน้อยและคนอ้วน ทำให้หัวใจทำงานหนักและหลอดเลือดหดตัว ความเครียดเรื้อรังและการนอนไม่พอเป็นตัวกระตุ้นที่สำคัญ
3. ระบบ Renin-Angiotensin-Aldosterone (RAAS) ทำงานผิดปกติ
●
ไตหลั่งเอนไซม์ เรนิน (Renin) มากเกินไป
●
เรนินเปลี่ยนสารในเลือดให้กลายเป็น แองจิโอเทนซิน II (Angiotensin II) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้หลอดเลือดหดตัวอย่างรุนแรง
●
แองจิโอเทนซิน II ยังกระตุ้นต่อมหมวกไตให้หลั่งฮอร์โมน อัลโดสเตอโรน (Aldosterone) ซึ่งทำให้ไตเก็บกักโซเดียมและน้ำไว้ในร่างกาย ส่งผลให้ปริมาตรเลือดเพิ่มขึ้นและความดันสูงขึ้น
●
ยากลุ่ม ACEIs และ ARBs ออกฤทธิ์ยับยั้งระบบนี้โดยตรง
4. การตอบสนองต่อเกลือโซเดียม (Salt Sensitivity): ในบางคน การบริโภคเกลือแม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้อย่างชัดเจน เนื่องจากไตมีความสามารถในการขับโซเดียมส่วนเกินได้ไม่ดีเท่าคนปกติ
5. ความผิดปกติของผนังหลอดเลือดชั้นใน (Endothelial Dysfunction): ผนังหลอดเลือดชั้นในไม่สามารถสร้าง ไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide) ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวได้อย่างเพียงพอ ทำให้หลอดเลือดแข็งและตีบง่าย ปัจจัยเสี่ยงเช่น ภาวะอ้วน เบาหวาน ไขมันสูง และการสูบบุหรี่ ล้วนทำลายผนังหลอดเลือดนี้
🔍 สาเหตุของ Secondary Hypertension ที่มักทำให้ความดันสูงคงที่ และเมื่อไรควรตรวจหา?
Secondary Hypertension คือภาวะความดันสูงที่มีสาเหตุจากโรคอื่นโดยตรง (พบได้ 5-10%) การรักษาที่ต้นเหตุสามารถทำให้ความดันกลับมาเป็นปกติหรือควบคุมได้ง่ายขึ้น รูปแบบของความดันมักจะเป็นแบบ "Sustained" และมักจะรุนแรง
🩺 เมื่อไรควรพิจารณาตรวจหาสาเหตุ (Clinical Clues for Secondary HT)
●
ความดันสูงที่ควบคุมไม่ได้ (Resistant Hypertension): ใช้ยาลดความดัน 3 ชนิดขึ้นไป (ซึ่งหนึ่งในนั้นคือยาขับปัสสาวะ) ในขนาดที่เหมาะสมแล้ว แต่ยังคุมความดันไม่ได้
●
เริ่มเป็นความดันสูงเมื่ออายุน้อยมาก (< 30 ปี) โดยเฉพาะเมื่อไม่มีภาวะอ้วนหรือประวัติครอบครัว
●
ความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง จากที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
●
มีอาการหรืออาการแสดงที่จำเพาะเจาะจง ร่วมด้วย (ดังจะกล่าวต่อไป)
●
ผลตรวจเลือดผิดปกติ: เช่น โพแทสเซียมในเลือดต่ำ (Hypokalemia) หรือค่าการทำงานของไต (Creatinine) สูงขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ
📚 สาเหตุของ Secondary HT ที่พบบ่อยและให้รูปแบบ Sustained HT:
■
โรคเนื้อไต (Renal Parenchymal Disease): เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เมื่อไตเสื่อมหรืออักเสบ ความสามารถในการควบคุมสารน้ำและเกลือแร่จะเสียไป และไตอาจผลิตเรนินออกมามากเกินไป ทำให้เกิดความดันสูงที่ควบคุมได้ยาก
■
ภาวะหลอดเลือดแดงไปเลี้ยงไตตีบ (Renovascular Hypertension / Renal Artery Stenosis): เมื่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตตีบลง ไตจะได้รับเลือดลดลงและ "เข้าใจผิด" ว่าร่างกายมีความดันต่ำ จึงหลั่งเรนินออกมามหาศาลเพื่อกระตุ้นระบบ RAAS ทำให้ความดันทั้งร่างกายพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง มักพบในผู้สูงอายุที่มีโรคหลอดเลือดแข็ง หรือในหญิงอายุน้อยที่เป็นโรค Fibromuscular Dysplasia
■
ภาวะอัลโดสเตอโรนสูงปฐมภูมิ (Primary Aldosteronism / Conn's Syndrome): เกิดจากเนื้องอกหรือการทำงานเกินของต่อมหมวกไต ทำให้สร้างฮอร์โมนอัลโดสเตอโรนมากเกินไป ส่งผลให้ร่างกายเก็บกักน้ำและโซเดียม และขับโพแทสเซียมทิ้ง อาการคลาสสิกคือ ความดันสูงร่วมกับโพแทสเซียมในเลือดต่ำ (แต่ผู้ป่วยจำนวนมากอาจมีโพแทสเซียมปกติ)
■
ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea - OSA): เป็นสาเหตุที่พบบ่อยมากแต่ถูกมองข้าม ระหว่างที่หยุดหายใจ ระดับออกซิเจนในเลือดจะต่ำลงเป็นพักๆ (Intermittent Hypoxia) กระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติกอย่างรุนแรง ทำให้ความดันพุ่งสูงตอนกลางคืน และส่งผลให้ระบบประสาทนี้ทำงานค้างต่อเนื่องมาถึงตอนกลางวัน กลายเป็น Sustained HT
■
เนื้องอกต่อมหมวกไตชนิดฟีโอโครโมไซโตมา (Pheochromocytoma): เป็นเนื้องอกที่สร้างฮอร์โมนกลุ่มแคททีโคลามีน (อะดรีนาลีน, นอร์อะดรีนาลีน) แม้อาการคลาสสิกจะเป็นแบบความดันพุ่งสูงเป็นพักๆ ร่วมกับใจสั่น ปวดศีรษะ เหงื่อแตก แต่เนื้องอกจำนวนมากมีการหลั่งฮอร์โมนปริมาณน้อยๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิด Sustained HT ที่รุนแรงได้เช่นกัน
■
สาเหตุอื่นๆ: เช่น โรคของต่อมไทรอยด์ (ทั้งไทรอยด์เป็นพิษและภาวะพร่อง), ภาวะคุชชิง (Cushing's Syndrome), ภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ตีบแต่กำเนิด (Coarctation of Aorta)
-- บทสรุป --
Sustained Hypertension เป็นภาวะที่อันตรายเพราะร่างกายไม่เคยได้พักจากแรงดันที่สูงเกินปกติเลย การวินิจฉัยที่แม่นยำโดยอาศัยการวัดความดันนอกโรงพยาบาลร่วมด้วยจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
การเข้าใจกลไกเบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยร่วมใน Essential HT หรือการค้นหาสาเหตุที่ซ่อนอยู่ใน Secondary HT คือหัวใจสำคัญของการวางแผนการรักษาที่มีประสิทธิภาพและจำเพาะต่อบุคคล เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงในระยะยาว ดังนั้น หากท่านหรือคนใกล้ชิดมีความดันโลหิตสูง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและดูแลรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป
อ่านบน FB ได้ที่นี่
https://www.facebook.com/share/p/19r6uhuUZh/?mibextid=wwXIfr
การแพทย์
ความรู้รอบตัว
สุขภาพ
บันทึก
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
ความดันโลหิตสูง ( HT )
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย