23 ส.ค. 2025 เวลา 12:12 • สุขภาพ

ภาวะความดันเปราะ บาง (Fragile HT): เมื่อความดันโลหิตแปรปรวนจนน่ากังวล

หลายท่านอาจคุ้นเคยกับ "โรคความดันโลหิตสูง" ที่ต้องควบคุมตัวเลขให้ไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด แต่มีผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งที่ต้องเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนกว่านั้น คือภาวะที่ความดันโลหิตแปรปรวนอย่างรุนแรง เดี๋ยวสูง เดี๋ยวต่ำ จนยากต่อการควบคุม ภาวะนี้ทางการแพทย์เรียกว่า "Fragile Hypertension" หรือ "ภาวะความดันเปราะ" ซึ่งไม่ใช่การวินิจฉัยโรคอย่างเป็นทางการ แต่เป็นลักษณะทางคลินิกที่บ่งบอกถึงความผิดปกติที่ซ่อนอยู่และเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างมาก
บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับภาวะนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
📝 นิยามของ "ภาวะความดันเปราะ" คืออะไร?
ภาวะความดันเปราะ หรืออาจเรียกว่า Labile Hypertension คือลักษณะของความดันโลหิตที่มีความแปรปรวน (Variability) สูงผิดปกติอย่างยิ่งภายในช่วงเวลาสั้นๆ อาจเป็นนาที ชั่วโมง หรือในแต่ละวัน โดยไม่มีแบบแผนที่ชัดเจน
-- ลักษณะสำคัญทางเวชปฏิบัติ ได้แก่
  • ความผันผวนรุนแรง: ความดันอาจสูงถึง 180/110 mmHg ในตอนเช้า และลดต่ำลงเหลือ 110/70 mmHg ในตอนบ่าย หรือสลับกันไปมา
  • ความดันตกเมื่อเปลี่ยนท่าร่วมกับความดันสูงในท่านอน : เป็นลักษณะที่พบบ่อยและสำคัญมาก คือเมื่อผู้ป่วยนอนราบจะมีความดันโลหิตสูง (Supine Hypertension) แต่เมื่อลุกขึ้นยืน ความดันกลับลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว (Orthostatic Hypotension) จนเกิดอาการหน้ามืด วิงเวียน หรืออาจเป็นลมได้
  • อาการแสดงที่ไม่สม่ำเสมอ: ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดศีรษะ ใจสั่น เหงื่อแตก เหมือนอาการแพนิกเป็นพักๆ สัมพันธ์กับช่วงที่ความดันโลหิตพุ่งสูง
ภาวะนี้สร้างความสับสนทั้งต่อผู้ป่วยและแพทย์ เพราะการวัดความดันที่โรงพยาบาลเพียงครั้งเดียวอาจไม่สะท้อนภาพรวมที่แท้จริงทั้งหมด
🩺 ลักษณะที่ตรวจพบและข้อกังวลในแต่ละช่วงวัย
👴 ในผู้สูงอายุ
ลักษณะที่พบ: เป็นกลุ่มที่พบภาวะนี้ได้บ่อยที่สุด มักมีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืดเวลาลุกขึ้นยืน, การทรงตัวไม่ดี, เสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มได้ง่าย ในขณะที่เมื่อวัดความดันในท่านั่งหรือนอนกลับพบว่าสูงมาก
กลไกและข้อกังวล (Concern) ⚠️
  • ความเสี่ยงสองทาง (Double-Edged Sword): ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงจากทั้งสองภาวะ คือ เสี่ยงต่อการเกิดอัมพฤกษ์อัมพาตหรือโรคหัวใจ จากความดันที่พุ่งสูง และในขณะเดียวกันก็ เสี่ยงต่อการหกล้ม กระดูกหัก หรือสมองขาดเลือด จากภาวะความดันตกเมื่อลุกยืน การรักษาจึงทำได้ยาก เพราะการให้ยาลดความดันที่มากเกินไปอาจยิ่งทำให้ความดันตกจนเป็นอันตราย
  • ความเสียหายต่ออวัยวะปลายทาง: ความดันที่แกว่งไปมาอย่างรุนแรงนี้ ทำลายหลอดเลือดและอวัยวะต่างๆ เช่น สมอง หัวใจ ไต ได้มากกว่าความดันสูงที่คงที่เสียอีก
🧒 ในผู้ที่อายุน้อย
ลักษณะที่พบ: มักมาด้วยอาการเป็นพักๆ (Paroxysmal) เช่น ใจสั่นรุนแรง เหงื่อออกท่วมตัว ปวดศีรษะรุนแรง และความดันโลหิตพุ่งสูงเป็นครั้งคราว ซึ่งอาการอาจคล้ายกับโรควิตกกังวลหรือแพนิก
กลไกและข้อกังวล (Concern) ⚠️
  • สัญญาณเตือนของโรคร้ายแรง: การพบภาวะความดันเปราะในคนอายุน้อย (น้อยกว่า 40 ปี) เป็น "ธงแดง" (Red Flag) ที่สำคัญอย่างยิ่ง ว่าอาจมีสาเหตุมาจากโรคอื่นซ่อนอยู่ (Secondary HT) ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างเร่งด่วน การมองข้ามภาวะนี้ไปอาจหมายถึงการพลาดโอกาสในการรักษาโรคที่เป็นต้นเหตุ ซึ่งบางโรคอาจอันตรายถึงชีวิต
⚙️ ปัจจัยในกลุ่มความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ (Essential HT)
ในผู้ป่วยความดันสูงทั่วไป (โดยเฉพาะผู้สูงอายุ) ภาวะความดันเปราะมักเกิดจากกลไกเหล่านี้ร่วมกัน
  • ระบบประสาทอัตโนมัติเสื่อม (Baroreflex Failure)
กลไก: ในคนปกติ ร่างกายจะมีตัวรับความดัน (Baroreceptors) ที่หลอดเลือดแดงใหญ่คอยตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของความดัน เมื่อเราลุกยืน เลือดจะตกไปที่ส่วนล่างของร่างกาย ทำให้ความดันตกเล็กน้อย ตัวรับนี้จะส่งสัญญาณไปที่สมองเพื่อสั่งให้หลอดเลือดหดตัวและหัวใจเต้นเร็วขึ้น เพื่อรักษาความดันให้คงที่
ในผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคประจำตัวบางอย่าง ระบบนี้จะทำงานช้าลงและไม่ไวพอ (Decreased Sensitivity) เมื่อลุกยืน ความดันจึงตกวูบลง (Orthostatic Hypotension) จากนั้นร่างกายจะพยายามแก้ไขโดยการหลั่งฮอร์โมนกลุ่มแคททีโคลามีน (เช่น อะดรีนาลีน) ออกมาจำนวนมากเพื่อกระตุ้นหลอดเลือดและหัวใจ ทำให้ความดันโลหิตพุ่งกลับขึ้นไปสูงเกินไป (Overshoot Hypertension) เกิดเป็นวงจรความดันที่แกว่งไปมา
  • ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Arterial Stiffness)
กลไก: หลอดเลือดของคนหนุ่มสาวจะมีความยืดหยุ่นเหมือนลูกโป่ง สามารถขยายตัวเพื่อรองรับแรงดันเลือดที่หัวใจบีบตัวออกมาได้ดี แต่ในผู้สูงอายุ หลอดเลือดจะแข็งและเปราะเหมือนท่อเหล็ก เมื่อหัวใจบีบเลือดในปริมาตรเท่ากัน แรงดันในหลอดเลือดที่แข็งจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (High Systolic Pressure) และลดต่ำลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน ทำให้ช่วงห่างระหว่างความดันตัวบนและตัวล่าง (Pulse Pressure) กว้างขึ้น และเกิดความแปรปรวนได้ง่าย
🔎 สาเหตุจากโรคอื่น (Secondary HT) ที่มักทำให้เกิดความดันเปราะ
เมื่อพบภาวะความดันเปราะ โดยเฉพาะในคนอายุน้อย หรือในผู้ที่ควบคุมความดันไม่ได้ผล แพทย์จะพิจารณาตรวจหาสาเหตุที่ซ่อนอยู่ ซึ่งที่พบบ่อย ได้แก่
  • เนื้องอกต่อมหมวกไตชนิดฟีโอโครโมไซโตมา (Pheochromocytoma / Paraganglioma)
กลไก: เป็นเนื้องอกที่สร้างและหลั่งฮอร์โมนแคททีโคลามีน (อะดรีนาลีน, นอร์อะดรีนาลีน) ออกมาเป็นพักๆ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการแบบ "พายุ" คือความดันพุ่งสูง, ใจสั่นรุนแรง, ปวดศีรษะ, และเหงื่อแตก ซึ่งเป็นลักษณะคลาสสิกของความดันเปราะ
  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea - OSA)
กลไก: ระหว่างที่หยุดหายใจ ระดับออกซิเจนในเลือดจะลดต่ำลง กระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติกอย่างรุนแรง ทำให้ความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้นเป็นช่วงๆ ตลอดทั้งคืน ส่งผลให้ความดันโดยรวมแปรปรวน และมักมีความดันสูงมากในตอนเช้าหลังตื่นนอน
  • ภาวะฮอร์โมนอัลโดสเตอโรนสูงปฐมภูมิ (Primary Aldosteronism)
กลไก: แม้โดยทั่วไปจะทำให้ความดันสูงคงที่ แต่ภาวะนี้ส่งผลต่อสมดุลของเกลือโซเดียมและโพแทสเซียมในร่างกาย ซึ่งรบกวนการทำงานของหลอดเลือดและระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้เกิดความแปรปรวนของความดันโลหิตได้เช่นกัน
  • โรคหลอดเลือดแดงไตตีบ (Renovascular Hypertension)
กลไก: การตีบของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไต ทำให้ไตหลั่งฮอร์โมนเรนิน (Renin) ออกมามากเกินไปเพื่อพยายามเพิ่มเลือดไปเลี้ยง กระตุ้นระบบ Renin-Angiotensin-Aldosterone System (RAAS) อย่างรุนแรงและอาจไม่สม่ำเสมอ ทำให้ความดันโลหิตสูงและแปรปรวนได้
🏥 เราควรสงสัยและไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุเมื่อไหร่?
ควรพิจารณาตรวจอย่างละเอียดเมื่อมีลักษณะดังต่อไปนี้
  • เริ่มมีความดันโลหิตสูงตั้งแต่อายุน้อย (น้อยกว่า 40 ปี)
  • ความดันโลหิตที่เคยควบคุมได้ กลับแย่ลงอย่างรวดเร็วโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
  • มีอาการเป็นพักๆ (Spells/Paroxysms) เช่น ใจสั่น เหงื่อแตก ปวดศีรษะรุนแรง ร่วมกับความดันสูง
  • เป็น ความดันโลหิตสูงชนิดดื้อยา (Resistant Hypertension) คือใช้ยาลดความดัน 3 ชนิดขึ้นไป (รวมยาขับปัสสาวะ) แล้วยังควบคุมไม่ได้
  • มีอาการของ ความดันตกในท่ายืน ชัดเจน (หน้ามืด วิงเวียนเวลาลุก)
  • ตรวจพบความผิดปกติอื่นร่วมด้วย เช่น โพแทสเซียมในเลือดต่ำ (สงสัย Primary Aldosteronism) หรือมีประวัติ นอนกรนเสียงดังและง่วงนอนตอนกลางวันมากผิดปกติ (สงสัย OSA)
📝 สรุป
ภาวะความดันเปราะ (Fragile HT) เป็นภาวะที่ซับซ้อนและอันตราย บ่งชี้ถึงความไม่เสถียรของระบบควบคุมความดันในร่างกาย การจัดการที่ดีที่สุดต้องอาศัยการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ซึ่งเครื่องมือสำคัญคือ การวัดความดันโลหิตที่บ้าน (Home Blood Pressure Monitoring - HBPM) และ การติดเครื่องวัดความดันโลหิต 24 ชั่วโมง (Ambulatory Blood Pressure Monitoring - ABPM) เพื่อให้เห็นภาพรวมของความดันตลอดทั้งวันและคืน
หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการที่น่าสงสัย อย่าปล่อยทิ้งไว้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดต่อไป
อ่านบน FB ได้ที่นี่

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา