29 ส.ค. 2025 เวลา 11:18 • สุขภาพ

ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Acute Coronary Syndrome) (UA / NSTEMI / STEMI)

หัวใจของเราเป็นอวัยวะที่ทำงานหนักที่สุด เปรียบเสมือนเครื่องปั๊มน้ำที่ส่งเลือดไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกายตลอด 24 ชั่วโมง แต่ตัวกล้ามเนื้อหัวใจเองก็ต้องการเลือดและออกซิเจนเพื่อเป็นพลังงานเช่นกัน แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้า "ท่อส่งพลังงาน" ของหัวใจเกิดอุดตันอย่างกะทันหัน? นี่คือจุดเริ่มต้นของภาวะอันตรายที่เรียกว่า "ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน" หรือ Acute Coronary Syndrome (ACS)
1
❤️ รู้จัก "ท่อน้ำเลี้ยงหัวใจ" (Coronary Artery)
หลอดเลือดโคโรนารี (Coronary Artery) คือหลอดเลือดแดงที่แตกแขนงออกมาจากหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตา (Aorta) และวางตัวอยู่บนผิวของหัวใจ ทำหน้าที่นำเลือดแดงที่อุดมด้วยออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง
1. หลอดเลือดโคโรนารีซ้าย (Left Coronary Artery - LCA): มักถูกเรียกว่า "Left Main" เป็นเส้นเลือดสั้นๆ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะแตกแขนงออกเป็น 2 เส้นย่อยอย่างรวดเร็ว
  • Left Anterior Descending (LAD): เป็นเส้นเลือดที่ทอดลงมาทางด้านหน้าของหัวใจ มีหน้าที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้าย (Left Ventricle) ซึ่งเป็นห้องที่ใหญ่และทำงานหนักที่สุด รวมถึงผนังกั้นห้องหัวใจ การอุดตันของเส้นเลือดเส้นนี้จึงมีความรุนแรงและอันตรายสูงมาก จนมีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า "Widow Maker"
  • Left Circumflex (LCx): เป็นเส้นเลือดที่วิ่งอ้อมไปทางด้านข้างและด้านหลังของหัวใจ เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจในบริเวณดังกล่าว
2. หลอดเลือดโคโรนารีขวา (Right Coronary Artery - RCA): ทำหน้าที่หลักในการเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจห้องขวาทั้งหมด (Right Ventricle) ส่วนล่างของห้องล่างซ้าย และที่สำคัญคือ เลี้ยงเนื้อเยื่อที่สร้างสัญญาณไฟฟ้าหัวใจ (SA node และ AV node) ซึ่งควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ
ดังนั้นในภาพรวม หัวใจจึงมีเส้นเลือดหลักๆ 3 เส้น คือ LAD , LCX , RCA
🚦สาเหตุและกลไกการเกิด Acute Coronary Syndrome (ACS)
ACS ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใด แต่เป็นผลลัพธ์สุดท้ายของกระบวนการที่ดำเนินมาอย่างยาวนานที่เรียกว่า ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) ซึ่งคือการที่ไขมัน คอเลสเตอรอล แคลเซียม และสารอื่นๆ มาเกาะรวมตัวกันเป็น "ตะกรัน" หรือ "พลาค" (Plaque) ที่ผนังด้านในของหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดค่อยๆ ตีบแคบลง
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะ "เฉียบพลัน" (Acute) คือการที่พลาคเหล่านี้เกิดการปริแตกหรือฉีกขาด (Plaque Rupture)
เมื่อพลาคปริแตก ร่างกายจะมองว่านี่คือบาดแผล และจะกระตุ้นกลไกการแข็งตัวของเลือดเพื่อมา "ซ่อมแซม" บาดแผลนั้นทันที ผลคือมีการสร้าง "ลิ่มเลือด" (Thrombus) ขึ้นมาบนผิวของพลาคที่ปริแตกอย่างรวดเร็ว ลิ่มเลือดนี้เองที่เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้หลอดเลือดเกิดการอุดตันอย่างเฉียบพลัน นำไปสู่ภาวะ ACS
📝 การจำแนกประเภทของ ACS: ความรุนแรงที่แตกต่างกัน
ภาวะ ACS สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อย ตามระดับความรุนแรงของการอุดตันและผลกระทบต่อกล้ามเนื้อหัวใจ ดังนี้
1. ภาวะเจ็บแน่นหน้าอกไม่คงที่ (Unstable Angina - UA)
  • กลไก: ลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นอุดตันหลอดเลือด "บางส่วน" หรืออุดตันแล้วสลายไป ทำให้เลือดยังพอไหลผ่านไปได้บ้าง แต่ไม่สะดวกนัก
  • ความรุนแรง: เป็นภาวะที่ยัง "ไม่มี" การตายของกล้ามเนื้อหัวใจ แต่เป็นสัญญาณเตือนที่อันตรายอย่างยิ่งว่ากำลังจะเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายตามมาได้ทุกเมื่อ
  • เปรียบเทียบ: เหมือนท่อประปาที่เริ่มมีตะกรันอุดตันอย่างหนัก ทำให้น้ำไหลติดๆ ขัดๆ
2. ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายชนิดไม่มีคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ST ยก (NSTEMI)
  • กลไก: ลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือด "เกือบสมบูรณ์" หรืออุดตันเป็นเวลานานพอ ที่จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจส่วนที่ขาดเลือดนั้นเริ่ม "ตาย" ไปบางส่วน แต่ยังไม่ทะลุความหนาทั้งหมดของผนังหัวใจ
  • ความรุนแรง: เกิดการตายของกล้ามเนื้อหัวใจแล้ว ถือเป็น Heart Attack ชนิดหนึ่ง แต่ความเสียหายน้อยกว่าแบบ STEMI
  • เปรียบเทียบ: เหมือนท่อประปาที่อุดตันเกือบสนิท ทำให้น้ำไหลออกไปได้น้อยมากจนพื้นที่ปลายท่อเริ่มแห้งตาย
3. ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายชนิดมีคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ST ยก (STEMI)
  • กลไก: ลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือด "โดยสมบูรณ์และถาวร" (100% blockage) ทำให้เลือดไม่สามารถไหลผ่านไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจบริเวณนั้นได้เลย
  • ความรุนแรง: เป็นภาวะที่อันตรายและเร่งด่วนที่สุด กล้ามเนื้อหัวใจจะตายอย่างรวดเร็วและเป็นบริเวณกว้าง (Transmural Infarction) หากไม่ได้รับการเปิดหลอดเลือดอย่างทันท่วงที
  • เปรียบเทียบ: เหมือนท่อประปาที่อุดตันสนิท 100% ไม่มีน้ำไหลผ่านเลย ทำให้พื้นที่ปลายท่อเสียหายทั้งหมดอย่างรวดเร็ว
❤️‍🩹 อาการแบบไหนที่ต้องสงสัย? ความหลากหลายที่ต้องระวัง
อาการของ ACS อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่ลักษณะอาการที่พบบ่อย (Classic presentation) ได้แก่
  • เจ็บแน่นหน้าอก: เป็นอาการสำคัญที่สุด ลักษณะเหมือนมีอะไรหนักๆ มาทับหรือบีบรัดบริเวณกลางอก อาจปวดร้าวไปที่แขนซ้าย กราม คอ หรือแผ่นหลัง
  • หายใจเหนื่อยหอบ: รู้สึกหายใจไม่เต็มอิ่ม
  • เหงื่อแตก ตัวเย็น
  • ใจสั่น หมดแรง หน้ามืด
ปัญหาคือ: อาการที่ไม่ตรงไปตรงมา (Atypical Presentation)
ผู้ป่วยบางกลุ่ม โดยเฉพาะ ผู้หญิง ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเบาหวาน อาจไม่มีอาการเจ็บแน่นหน้าอกที่ชัดเจน แต่อาจมาด้วยอาการเหล่านี้แทน
  • จุกแน่นลิ้นปี่ คล้ายโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อน
  • อาการเหนื่อยง่ายผิดปกติ
  • ปวดเมื่อยบริเวณไหล่หรือหลัง
  • อาการสับสน อ่อนเพลีย หรือหมดสติ (ในผู้สูงอายุ)
ความคลุมเครือของอาการเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยและคนรอบข้างอาจชะล่าใจ คิดว่าเป็นเพียงโรคกระเพาะหรืออาการเหนื่อยล้าทั่วไป ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะในภาวะ ACS "เวลาคือกล้ามเนื้อหัวใจ" (Time is Muscle) ยิ่งปล่อยไว้นาน กล้ามเนื้อหัวใจยิ่งตายมากขึ้น
🏥 การตรวจวินิจฉัยเพื่อแยกโรคและยืนยัน ACS
เมื่อผู้ป่วยที่สงสัยภาวะ ACS มาถึงโรงพยาบาล แพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยอย่างเร่งด่วนเพื่อแยกประเภทของ ACS และให้การรักษาที่ถูกต้อง โดยใช้เครื่องมือหลัก 2 อย่าง
1. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram - EKG) ⚡️
  • เป็นการตรวจที่รวดเร็วและสำคัญที่สุด เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของกระแสไฟฟ้าในหัวใจ
  • STEMI: จะพบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดคือ "ST segment ยกขึ้น (ST-Elevation)" ซึ่งบ่งชี้ว่ามีการอุดตันของหลอดเลือดแบบ 100% และต้องได้รับการรักษาแบบเปิดหลอดเลือดทันที
  • NSTEMI/Unstable Angina: คลื่นไฟฟ้าหัวใจอาจจะปกติ หรืออาจพบการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ เช่น ST segment ลดต่ำลง (ST Depression) หรือ T wave ผิดปกติ (T wave inversion) แต่จะ "ไม่มี" ST segment ยกขึ้น
2. การตรวจเลือดดูเอนไซม์กล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiac Biomarkers) 🧪
  • เมื่อเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจตาย มันจะปล่อยโปรตีนชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า "โทรโปนิน" (Troponin) ออกมาสู่กระแสเลือด
  • ผลเป็นบวก (Troponin สูง): ยืนยันว่ามีการตายของกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งจะพบใน NSTEMI และ STEMI
  • ผลเป็นลบ (Troponin ปกติ): หากผู้ป่วยมีอาการแต่โทรโปนินไม่ขึ้น (มักตรวจซ้ำหลายครั้ง) จะเข้าได้กับภาวะ Unstable Angina
หลังจากให้การรักษาเบื้องต้นแล้ว แพทย์อาจทำการ "ฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจ" (Coronary Angiography) ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดในการประเมินตำแหน่งและความรุนแรงของการตีบตัน เพื่อวางแผนการรักษาต่อไป เช่น การทำบอลลูนขยายหลอดเลือดและใส่ขดลวด (Stent)
การเข้าใจถึงภาวะ ACS อย่างถ่องแท้ จะทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการควบคุมปัจจัยเสี่ยง และไม่ลังเลที่จะไปพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการน่าสงสัย เพราะทุกนาทีที่ผ่านไปมีความหมายต่อชีวิตและคุณภาพชีวิตในระยะยาวของผู้ป่วยอย่างมหาศาลครับ
📊 Natural History of Untreated Unstable angina / NSTEMI spectrum
หากไม่ได้รับการรักษาเลย (Untreated Natural History) ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากในปัจจุบัน มีข้อมูลในอดีตที่ชี้ว่าผู้ป่วย UA ราว 50% อาจดำเนินไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Myocardial Infarction - MI) ภายใน 30 วัน
  • หากไม่ได้รับการรักษาเลย (Untreated Natural History) ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากในปัจจุบัน มีข้อมูลในอดีตที่ชี้ว่าผู้ป่วย UA ราว 50% อาจดำเนินไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Myocardial Infarction - MI) ภายใน 30 วัน
  • สถิติ: ประมาณ 30-40% ของผู้ป่วยที่มาด้วยอาการของ UA ในอดีต เมื่อตรวจด้วย high-sensitivity troponin assays ในปัจจุบัน จะถูกวินิจฉัยว่าเป็น NSTEMI เนื่องจากสามารถตรวจจับการตายของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจในระดับน้อยๆ ได้
📊 Natural History of Untreated STEMI 💔
ในยุคก่อนที่จะมีการรักษาด้วย Reperfusion therapy (ทั้ง Fibrinolysis และ Primary PCI) อัตราการเสียชีวิตจาก STEMI นั้นสูงอย่างมีนัยสำคัญ การไม่ได้รับการเปิดหลอดเลือดโคโรนารีที่อุดตันอย่างทันท่วงที ทำให้เกิด Myocardial necrosis ที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว (wavefront phenomenon of myocardial cell death) ซึ่งนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงทั้งในระยะเฉียบพลันและระยะยาว
☠️ Mortality Statistics: สถิติการเสียชีวิต
อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วย STEMI ที่ไม่ได้รับการรักษา (No Reperfusion) สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการรักษาอย่างชัดเจนในทุกช่วงเวลา
1️⃣ Pre-hospital
  • อัตราการเสียชีวิต ~10% ส่วนใหญ่เกิดจาก Ventricular Fibrillation (VF) ก่อนถึงโรงพยาบาล
2️⃣ In-hospital (30-day)
  • อัตราการเสียชีวิต ~25-30% แหล่งข้อมูลหลายแห่งยืนยันตัวเลขนี้ โดยในบางการศึกษาพบว่า 30-day mortality อยู่ในช่วง 15.7% - 24.6% เทียบกับ 5.4% - 6.9% ในกลุ่มที่ได้รับ Reperfusion therapy
3️⃣ 1 year
  • อัตราการเสียชีวิต ~30-40% อัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นหลังจำหน่ายจากโรงพยาบาล มักเกี่ยวข้องกับ Heart Failure และ Sudden Cardiac Death
4️⃣ 5 years
  • อัตราการเสียชีวิต ~50% ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับ Reperfusion ที่รอดชีวิตในปีแรก ยังคงมีความเสี่ยงสูงในระยะยาว อัตราการรอดชีวิต 5 ปี อยู่ที่ประมาณ 50-60%
📉 ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อ Mortality
  • Time to treatment: เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด "Time is muscle" ยังคงเป็นหัวใจหลัก ข้อมูลจาก Registry จำนวนมากแสดงให้เห็นว่า การรักษาที่ล่าช้าออกไปทุกๆ 30 นาที จะเพิ่ม Relative Risk ของ 1-year mortality ขึ้นประมาณ 7.5%
  • Cardiogenic Shock (CS): เป็นสาเหตุการเสียชีวิตในโรงพยาบาลที่สำคัญที่สุดในผู้ป่วย STEMI หากเกิด CS ขึ้น อัตราการเสียชีวิตจะพุ่งสูงถึง 40-60% แม้จะได้รับการรักษาแล้วก็ตาม ในกลุ่มที่ไม่ได้รับการรักษา อัตรานี้จะสูงขึ้นไปอีก
  • Infarct location: Anterior STEMI มีพยากรณ์โรคที่แย่กว่า Inferior STEMI เนื่องจากมักเกี่ยวข้องกับขนาดของกล้ามเนื้อหัวใจที่ขาดเลือด (Infarct size) ที่ใหญ่กว่าและมีความเสี่ยงต่อ LV dysfunction สูงกว่า
🫩 Morbidity & Complications: ภาวะแทรกซ้อนและทุพพลภาพ ❤️‍🩹
การที่กล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือดเป็นเวลานาน นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหลายระบบ ดังนี้
1️⃣ Electrical Instability (Arrhythmias)
  • กลไก: Ischemia และ Necrosis ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทาง Electrophysiology ของ Myocytes, เกิด Electrolyte shift (โดยเฉพาะ K+), และเกิดความแตกต่างของช่วง Refractory period ระหว่างโซนปกติและโซนที่ขาดเลือด ทำให้เกิด Re-entry circuit ได้ง่าย
-- สถิติและข้อมูล --
  • Ventricular Fibrillation (VF)/Tachycardia (VT): เป็นสาเหตุหลักของ Sudden Cardiac Death โดยเฉพาะในช่วง 4 ชั่วโมงแรกหลังเกิดอาการ อุบัติการณ์สูงถึง 5-10% ในช่วงแรก
  • Atrial Fibrillation (AF): พบได้ประมาณ 10-20% ของผู้ป่วย STEMI สัมพันธ์กับการเกิด Heart Failure, Stroke และเพิ่มอัตราการเสียชีวิต
  • AV Block: พบได้บ่อยใน Inferior MI (เกี่ยวข้องกับการขาดเลือดของ RCA ที่ไปเลี้ยง AV node) โดย High-degree AV block พบได้ราว 6%
2️⃣ Mechanical Complications
  • กลไก: เกิดจาก Necrosis ที่ลุกลามจนทะลุโครงสร้างของหัวใจ (Transmural necrosis) ทำให้ความแข็งแรงของผนังหัวใจลดลงอย่างมาก มักเกิดขึ้นในช่วง 3-7 วันหลังเกิด MI ซึ่งเป็นช่วงที่ Coagulative necrosis ถูกแทนที่ด้วย Granulation tissue ที่ยังไม่แข็งแรง
-- สถิติและข้อมูล --
แม้จะพบได้น้อยในยุค Primary PCI (<1%) แต่ในกลุ่มที่ไม่ได้รับการรักษา อุบัติการณ์จะสูงขึ้นมาก
  • Left Ventricular Free Wall Rupture: เป็นภาวะที่รุนแรงที่สุด มักนำไปสู่ Cardiac Tamponade และ Electromechanical Dissociation (EMD) อัตราการเสียชีวิตเกือบ 100% เคยเป็นสาเหตุการเสียชีวิตในโรงพยาบาลราว 15% ของเคส STEMI ในอดีต
  • Ventricular Septal Rupture (VSR): ทำให้เกิด Acute L-to-R shunt, Volume overload ที่ RV และส่งผลให้เกิด Biventricular failure อย่างรวดเร็ว อัตราการเสียชีวิตสูงถึง >50% ใน 1 สัปดาห์หากไม่ได้รับการผ่าตัด
  • Papillary Muscle Rupture: มักเกิดกับ Posteromedial papillary muscle (ซึ่งมี single blood supply จาก PDA) ทำให้เกิด Acute Severe Mitral Regurgitation และ Pulmonary Edema ฉับพลัน เป็นสาเหตุการเสียชีวิตประมาณ 5% ของผู้ป่วย STEMI ในอดีต
3️⃣ Pump Failure (Heart Failure & Cardiogenic Shock)
  • กลไก: การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อหัวใจที่ทำหน้าที่บีบตัว (Contractile mass) โดยตรง หาก Infarct size > 25% ของ LV mass มักจะเริ่มมีอาการของ Heart Failure และหาก Infarct size > 40% จะมีความเสี่ยงสูงมากในการเกิด Cardiogenic Shock
-- สถิติและข้อมูล --
  • Heart Failure (Killip Class II-III): พบได้ในผู้ป่วย STEMI ที่ไม่ได้รับการรักษาจำนวนมาก อัตราการเกิดสัมพันธ์โดยตรงกับระยะเวลาของ Ischemia
  • Cardiogenic Shock (Killip Class IV): พบได้ประมาณ 5-8% ของผู้ป่วย STEMI ทั้งหมด แต่ในกลุ่มที่ไม่ได้รับการรักษาหรือมาช้า ความชุกจะสูงขึ้น
4️⃣ Myocardial Remodeling & Chronic Heart Failure
  • กลไก: ในระยะยาว (สัปดาห์ถึงเดือน) บริเวณที่เกิด Infarct จะบางลงและขยายออก (Infarct expansion) และบริเวณที่ไม่เกิด Infarct (Non-infarcted zone) จะเกิด Hypertrophy เพื่อชดเชยการทำงาน (Compensatory hypertrophy) กระบวนการทั้งหมดนี้เรียกว่า Ventricular Remodeling ซึ่งท้ายที่สุดจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปทรงของ Ventricle ให้กลายเป็นทรงกลม (Spherical shape), LV dilatation และ Chronic Systolic Heart Failure
-- สถิติและข้อมูล --
  • ผลกระทบระยะยาว: ผู้ป่วยที่รอดชีวิตจาก STEMI โดยไม่ได้รับการรักษา มักจะมี LVEF ที่ต่ำ, มีอาการของ Heart Failure, คุณภาพชีวิตลดลง และมีอัตราการกลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำสูง
📊 สรุปในมุมมอง Evidence-Based ของ STEMI
ข้อมูลจากยุค Pre-reperfusion และจาก Registry ในปัจจุบันที่วิเคราะห์กลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ได้รับสิทธิ์ในการรักษา (ineligible) หรือปฏิเสธการรักษา (refused) หรือมาล่าช้า (late-presenters) ยืนยันตรงกันว่า การไม่ได้รับการรักษาเพื่อเปิดหลอดเลือดในผู้ป่วย STEMI เป็นภาวะที่มีพยากรณ์โรคเลวร้ายอย่างยิ่ง โดยมีอัตราการเสียชีวิตระยะสั้นสูงถึง 1 ใน 4 และผู้ที่รอดชีวิตมักจะต้องเผชิญกับภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูลเหล่านี้เป็นเครื่องตอกย้ำถึงความสำคัญอย่างยิ่งยวดของระบบ STEMI fast track และการให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อลดระยะเวลาตั้งแต่เริ่มมีอาการจนถึงการได้รับการรักษา (Symptom-to-treatment time) ให้สั้นที่สุด
อ่านบน FB ได้ที่นี่

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา