Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Doctor Near you (หมอใกล้คุณ)
•
ติดตาม
31 ส.ค. 2025 เวลา 11:18 • สุขภาพ
ภาวะหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง (CCS / Stable angina)
หลายท่านอาจเคยได้ยินหรือมีคนใกล้ชิดบ่นว่า "เจ็บหน้าอกเวลาออกแรง" เช่น เวลาเดินเร็วๆ หรือขึ้นบันได แต่พอได้นั่งพักอาการก็ดีขึ้น นี่คือลักษณะอาการสุดคลาสสิกของภาวะที่เรียกว่า "Stable Angina Pectoris" หรือ "ภาวะเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือดชนิดคงที่" ซึ่งเป็นหนึ่งในอาการแสดงของโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease)
บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจภาวะนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ตั้งแต่กลไกการเกิดโรค ลักษณะอาการที่แตกต่างจากภาวะฉุกเฉิน และแนวทางการตรวจวินิจฉัยในปัจจุบัน
⛓️💥 กลไกการเกิดโรค: เมื่อความต้องการ (Demand) ไม่สมดุลกับการส่งผ่าน (Supply)
หัวใจของเราทำงานตลอด 24 ชั่วโมง จึงต้องการเลือดและออกซิเจนมาหล่อเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอผ่านทางหลอดเลือดที่ชื่อว่า "หลอดเลือดโคโรนารี" (Coronary Artery) ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดนี้เกิดการตีบแคบลง
ลักษณะรอยโรคในหลอดเลือด (Atherosclerotic Plaque)
สาเหตุหลักเกิดจากภาวะ หลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) ซึ่งมีการสะสมของไขมัน แคลเซียม และสารอื่นๆ จนก่อตัวเป็น "คราบพลัค" (Plaque) ขึ้นที่ผนังด้านในของหลอดเลือด สำหรับรอยโรคที่มักทำให้เกิด Stable Angina นั้น มีลักษณะเฉพาะคือ
●
เป็นคราบพลัคชนิดคงที่ (Stable Plaque): คราบพลัคชนิดนี้จะค่อยๆ โตขึ้นอย่างช้าๆ ตลอดระยะเวลาหลายปี และมี "เปลือกพังผืดที่หนา" (Thick Fibrous Cap) หุ้มอยู่ด้านบน ทำให้โครงสร้างของมันค่อนข้างแข็งแรง ไม่แตกหรือปริออกได้ง่าย
●
การตีบที่ชัดเจน (Significant Stenosis): เมื่อคราบพลัคหนาตัวขึ้นจนทำให้เส้นผ่านศูนย์กลางของหลอดเลือดตีบแคบลงมากกว่า 70% จะเริ่มส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนของเลือดอย่างมีนัยสำคัญ
🫀 กลไกการเกิด "Mismatch"
หัวใจของภาวะ Stable Angina คือความไม่สมดุลระหว่าง "ความต้องการออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจ" (Myocardial Oxygen Demand) และ "ปริมาณเลือดที่ส่งไปเลี้ยง" (Myocardial Blood Supply)
✓
ในภาวะพัก: แม้หลอดเลือดจะตีบไปกว่า 70% แต่เลือดที่ไหลผ่านส่วนที่เหลืออยู่นั้น ยังเพียงพอ ต่อความต้องการของหัวใจที่ทำงานสบายๆ ผู้ป่วยจึงมักจะไม่มีอาการใดๆ
✓
ในภาวะที่หัวใจต้องการเลือดเพิ่มขึ้น (Increased Demand): เมื่อเราออกกำลังกาย, เดินเร็ว, ขึ้นบันได, หรือแม้แต่ตอนที่รู้สึกโกรธหรือเครียดจัด หัวใจจะบีบตัวเร็วขึ้นและแรงขึ้น ทำให้ต้องการออกซิเจนและเลือดมาหล่อเลี้ยงเพิ่มขึ้นอย่างมาก
✓
ภาวะคอขวด: หลอดเลือดที่แข็งและตีบจากคราบพลัค ไม่สามารถขยายตัว เพื่อเพิ่มปริมาณเลือดให้ไหลผ่านได้ตามที่หัวใจต้องการ ทำให้เกิด ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Myocardial Ischemia) ชั่วคราว ซึ่งกระตุ้นปลายประสาทและทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกขึ้นมา
เมื่อผู้ป่วยหยุดพัก ความต้องการออกซิเจนของหัวใจจะลดลงกลับสู่ระดับปกติ ทำให้ปริมาณเลือดที่ไหลผ่านจุดที่ตีบแคบนั้นกลับมาเพียงพออีกครั้ง อาการเจ็บหน้าอกจึงหายไป นี่คือเหตุผลที่อาการของ Stable Angina มีลักษณะ "เป็นๆ หายๆ และคาดเดาได้"
👨⚕️ ลักษณะอาการ: แยกให้ออกระหว่าง "สัญญาณเตือน" กับ "ภาวะฉุกเฉิน"
การแยกอาการของ Stable Angina ออกจากกลุ่มอาการหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Acute Coronary Syndrome - ACS) ซึ่งรวมถึง Unstable Angina และ Myocardial Infarction (Heart Attack) เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
❤️🩹 Stable angina (ภาวะคงที่)
✓
ตัวกระตุ้น : คาดเดาได้ มักเกิดเมื่อออกแรง, เครียด, หลังทานอาหารมื้อหนัก
✓
ลักษณะอาการ : เจ็บแน่นๆ เหมือนมีอะไรมาบีบหรือทับกลางอก อาจร้าวไปที่คอ กราม หรือแขนซ้าย สั้นๆ โดยทั่วไปไม่เกิน 5-10 นาที , อาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว (ภายใน 1-5 นาที) หลังพัก หรืออมยาขยายหลอดเลือดใต้ลิ้น (Nitroglycerin)
✓
รูปแบบ : คงที่ (Stable) คือมีอาการที่ระดับการออกแรงเดิมๆ มาเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
💔 Acute Coronary Syndrome (ACS) (ภาวะฉุกเฉิน)
✓
ตัวกระตุ้น : คาดเดาไม่ได้ อาจเกิดขึ้นขณะพัก หรือเจ็บรุนแรงขึ้นมากด้วยการออกแรงเพียงเล็กน้อย
✓
ลักษณะอาการ : คล้ายกัน แต่โดยทั่วไป รุนแรงกว่ามาก นานกว่า มักนานเกิน 10-20 นาที พักหรืออมยาแล้ว อาการไม่ดีขึ้น หรือดีขึ้นเพียงเล็กน้อย , มักมีอาการอื่นร่วมด้วยชัดเจน เช่น เหงื่อแตกท่วมตัว ใจสั่น วิงเวียน คลื่นไส้ หายใจหอบเหนื่อย
✓
รูปแบบ : เปลี่ยนแปลง (Unstable) เช่น เจ็บถี่ขึ้น, เจ็บในขณะที่ออกแรงน้อยลง, หรือมีอาการเจ็บครั้งแรก (New onset)
ใน ACS มีความหลากหลายของรูปแบบสูงขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการตีบตัน (Unstable angina / NSTEMI clinical soectrum และ STEMI clinical spectrum)
🏩 ข้อควรจำ: หากคุณมีอาการเจ็บหน้าอกที่เกิดขึ้นขณะพัก, เจ็บนานกว่า 20 นาที, หรือมีอาการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างชัดเจน ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะ ACS ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์
🏥 การตรวจวินิจฉัยในปัจจุบัน: จากการคัดกรองสู่การยืนยัน
เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการที่สงสัย Stable Angina กระบวนการวินิจฉัยจะประกอบด้วยหลายขั้นตอน
การประเมินเบื้องต้น
1. การซักประวัติ (History Taking) 👩⚕️ เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด แพทย์จะซักถามถึงลักษณะการเจ็บหน้าอก (Character, Location, Duration, Radiation), สิ่งกระตุ้น (Precipitating factors), และสิ่งที่ทำให้อาการดีขึ้น (Relieving factors) รวมถึงประเมินปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ และประวัติครอบครัว
2. การตรวจร่างกาย (Physical Examination) 🩺 มักจะตรวจไม่พบความผิดปกติในขณะที่ผู้ป่วยไม่มีอาการ แต่อาจพบร่องรอยของโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงได้
3. คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram - ECG) ⚡️ขณะพัก ECG ของผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะปกติ แต่อาจพบความผิดปกติได้หากเคยมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือดมาก่อน (Old Myocardial Infarction)
🏃♂️การตรวจเพื่อกระตุ้นให้เกิดภาวะขาดเลือด (Non-invasive Stress Testing)
เนื่องจากขณะพักผู้ป่วยมักปกติ การวินิจฉัยจึงต้องอาศัยการตรวจในขณะที่ "จำลอง" ภาวะที่หัวใจทำงานหนักขึ้น
1️⃣ การตรวจสมรรถภาพหัวใจด้วยการออกกำลังกาย (Exercise Stress Test - EST): หรือที่เรียกกันว่า "การเดินสายพาน" เป็นการตรวจพื้นฐานที่สุด โดยให้ผู้ป่วยเดินบนสายพานที่ปรับความเร็วและความชันขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับติดตามการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจและอาการเจ็บหน้าอก หากพบการเปลี่ยนแปลงของกราฟ ECG (เช่น ST segment depression) จะบ่งชี้ว่ามีภาวะหัวใจขาดเลือด
2️⃣ การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงขณะออกกำลังกาย (Stress Echocardiogram): เป็นการทำอัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiogram) เปรียบเทียบกันระหว่างช่วงพักและช่วงที่หัวใจทำงานหนัก (จากการเดินสายพานหรือใช้ยา) เพื่อดูการบีบตัวของผนังกล้ามเนื้อหัวใจที่ผิดปกติไป (Wall Motion Abnormality) ซึ่งจะไวและจำเพาะกว่า EST
3️⃣ การตรวจสแกนหัวใจด้วยสารกัมมันตรังสี (Myocardial Perfusion Imaging - MPI): คือการฉีดสารทึบรังสีปริมาณเล็กน้อยเข้าทางหลอดเลือดดำ แล้วถ่ายภาพดูการกระจายของสารในกล้ามเนื้อหัวใจ เปรียบเทียบระหว่างช่วงพักและช่วงออกกำลังกาย บริเวณของกล้ามเนื้อหัวใจที่ขาดเลือดจะพบว่ามีสารไปเลี้ยงลดลง
🎯 การตรวจเพื่อยืนยันการวินิจฉัยและดูรอยโรคโดยตรง
1️⃣ การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดหัวใจ (Coronary CT Angiography - CCTA): เป็นการตรวจแบบ Non-invasive ที่ได้รับความนิยมสูงขึ้นมากในปัจจุบัน สามารถสร้างภาพ 3 มิติของหลอดเลือดหัวใจและคราบพลัคได้อย่างชัดเจน มีความแม่นยำสูงในการ "ตัดโรคออก" (Rule out) กล่าวคือถ้าผล CCTA ปกติ ก็แทบจะมั่นใจได้ว่าไม่มีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่สำคัญ
2️⃣ การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angiography - CAG): ถือเป็น "มาตรฐาน“(Gold Standard) ในการวินิจฉัย แพทย์จะสอดสายสวนขนาดเล็กเข้าไปตามหลอดเลือดแดงจนถึงหลอดเลือดหัวใจ แล้วฉีดสารทึบรังสีเพื่อถ่ายภาพเอกซเรย์ ทำให้เห็นตำแหน่งที่ตีบและประเมินความรุนแรงได้อย่างแม่นยำที่สุด การตรวจนี้เป็นการตรวจแบบ Invasive และมักจะทำเมื่อผลการตรวจอื่นบ่งชี้ว่ามีภาวะขาดเลือดรุนแรง หรือเมื่อมีข้อบ่งชี้ในการรักษาต่อด้วยการทำบอลลูนขยายหลอดเลือด (PCI) หรือการผ่าตัดบายพาส (CABG)
🩺 สรุป
ภาวะ Stable Angina คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าหลอดเลือดหัวใจของคุณเริ่มมีปัญหาแล้ว แม้จะไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินเฉียบพลัน แต่ก็เป็นกระจกสะท้อนถึงพยาธิสภาพของโรคหลอดเลือดแดงแข็งที่ดำเนินอยู่
การเข้าใจกลไก ลักษณะอาการ และเข้าสู่กระบวนการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง จะนำไปสู่การจัดการและการรักษาที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การใช้ยา หรือการทำหัตถการ เพื่อป้องกันไม่ให้ "สัญญาณเตือน" นี้ กลายเป็น "ภาวะฉุกเฉิน" ที่อันตรายถึงชีวิตในอนาคต
📊 สถิติ Morbidity และ Mortality ของ Chronic Stable Angina ที่ไม่ได้รับการรักษาในระยะแรก
สำหรับผู้ป่วย Chronic Stable Angina (CSA) ที่ไม่ได้รับการรักษาในระยะแรก การพยากรณ์โรคทั้งในแง่ของภาวะทุพพลภาพ (Morbidity) และการเสียชีวิต (Mortality) มีความน่ากังวลอย่างยิ่ง ข้อมูลทางสถิติที่ชัดเจนที่สุดมาจากยุคก่อนที่จะมีการใช้ยาและการรักษาที่แพร่หลายในปัจจุบัน เช่น ยาลดไขมันกลุ่มสแตติน, ยาต้านเกล็ดเลือด, และการทำหัตถการขยายหลอดเลือดหัวใจ (Revascularization) ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สะท้อนถึง "Natural History" หรือการดำเนินโรคตามธรรมชาติของภาวะนี้ได้เป็นอย่างดี
📝 ข้อมูลสำคัญจาก Framingham Heart Study
การศึกษา Framingham Heart Study ซึ่งเป็นการศึกษาทางระบาดวิทยาขนาดใหญ่และยาวนาน ให้ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญเกี่ยวกับผู้ป่วย Chronic stable angina (CSA)ในยุคที่การรักษายังไม่ก้าวหน้าเท่าปัจจุบัน โดยพบว่า
อุบัติการณ์ของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Myocardial Infarction - MI) และการเสียชีวิต 📈
●
ในผู้ชาย: ภายใน 2 ปีหลังการวินิจฉัย CSA พบอุบัติการณ์ของ Non-fatal MI สูงถึง 14.3% และการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Heart Disease - CHD Death) อยู่ที่ 5.5%
●
ในผู้หญิง: ภายใน 2 ปี พบอุบัติการณ์ของ Non-fatal MI ที่ 6.2% และ CHD Death ที่ 3.8%
●
ข้อมูลจากการศึกษาเดียวกันในระยะยาวขึ้นแสดงให้เห็นภาพที่น่ากังวลยิ่งขึ้น โดยพบว่า ภายใน 8 ปี ผู้ป่วย CSA กว่า 44% เสียชีวิตลง และประมาณ 25% ของผู้ชายเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายภายใน 5 ปี
อัตราการเสียชีวิตรายปีและความรุนแรงของอาการ 📈
ข้อมูลจากการศึกษาอื่นๆ ยืนยันถึงความเสี่ยงที่สูงในผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษา โดยอัตราการเสียชีวิตต่อปี (Annual Mortality Rate) ในผู้ป่วย CSA โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1-3% อย่างไรก็ตาม อัตรานี้จะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตามความรุนแรงของอาการและปัจจัยเสี่ยงร่วม
●
ความรุนแรงของอาการเจ็บหน้าอก: ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บหน้าอกบ่อยครั้งและรุนแรง (Severe symptoms) มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Death) สูงกว่าผู้ที่มีอาการน้อยถึง 4 เท่า
●
ปัจจัยเสี่ยงร่วม: ปัจจัยต่างๆ เช่น การมีอยู่ของโรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ, การสูบบุหรี่, และที่สำคัญคือ สมรรถภาพการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้าย (Left Ventricular Ejection Fraction - LVEF) เป็นตัวพยากรณ์ที่สำคัญอย่างยิ่งต่ออัตราการเสียชีวิตในระยะยาว
Morbidity: ความทุพพลภาพและการดำเนินไปของโรค 📈
นอกเหนือจากอัตราการเสียชีวิตแล้ว Morbidity หรือภาวะทุพพลภาพในผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาก็เป็นประเด็นสำคัญ การไม่รักษาสาเหตุพื้นฐานของ CSA ซึ่งก็คือภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease - CAD) จะนำไปสู่
●
การดำเนินไปสู่ Unstable Angina และ Acute Coronary Syndrome (ACS): นี่คือความเสี่ยงที่สำคัญที่สุด CSA สามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็น Unstable Angina (UA) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Acute Myocardial Infarction - AMI)
●
ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure): การขาดเลือดของกล้ามเนื้อหัวใจซ้ำๆ หรือการเกิด MI ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเสียหายและอ่อนแอลงอย่างถาวร นำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งมีอัตราการป่วยและเสียชีวิตสูง
●
คุณภาพชีวิตที่ลดลง: อาการเจ็บหน้าอกที่เกิดซ้ำๆ จะจำกัดความสามารถในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน (Physical activity) ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยลดลงอย่างมาก
●
ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmias): การขาดเลือดของกล้ามเนื้อหัวใจสามารถรบกวนระบบไฟฟ้าของหัวใจ นำไปสู่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
📊 ข้อมูลในปัจจุบัน
ในปัจจุบันเป็นการยากที่จะหาข้อมูลของผู้ป่วย CSA ที่ "ไม่ได้รับการรักษาเลย" เนื่องด้วยมาตรฐานทางจริยธรรมทางการแพทย์ที่ต้องให้การรักษาที่ดีที่สุดแก่ผู้ป่วย การศึกษาในยุคใหม่จึงมักเป็นการเปรียบเทียบระหว่างการรักษาด้วยยา (Optimal Medical Therapy) กับการทำหัตถการ ซึ่งผู้ป่วยทุกกลุ่มล้วนได้รับการรักษาพื้นฐานที่ช่วยลดความเสี่ยงไปแล้ว เช่น Aspirin, Statins, และ Beta-blockers
ดังนั้น สถิติจากยุคก่อนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงและพยากรณ์โรคตามธรรมชาติของ Chronic Stable Angina หากไม่ได้รับการแทรกแซงทางการแพทย์ ซึ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นของการวินิจฉัยและการเริ่มการรักษาที่เหมาะสมโดยเร็วที่สุดเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
อ่านบน FB ได้ที่นี่
https://www.facebook.com/share/p/1BRyWft8dv/?mibextid=wwXIfr
การแพทย์
ความรู้รอบตัว
สุขภาพ
บันทึก
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
รวมความรู้ทางการแพทย์ทั่วไป
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย