26 ก.ย. 2025 เวลา 11:18 • สุขภาพ

ไวรัสตับอักเสบซี (HCV): รักษาให้หายขาดได้

ไวรัสตับอักเสบซี หรือ HCV (Hepatitis C Virus) คือหนึ่งในภัยเงียบด้านสาธารณสุขที่สำคัญทั่วโลก ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้อ เนื่องจากในระยะแรกมักไม่แสดงอาการใดๆ แต่เชื้อจะค่อยๆ ทำลายตับอย่างช้าๆ และนำไปสู่โรคร้ายแรงในระยะยาวได้ บทความนี้ในฐานะข้อมูลสำหรับประชาชนทั่วไป โดยเสริมรายละเอียดเชิงลึกเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่สมบูรณ์
❔เชื้อไวรัสตับอักเสบ C คืออะไร? ต่างจากไวรัสตับอักเสบ B อย่างไร?
ไวรัสตับอักเสบซี (HCV) เป็นเชื้อไวรัสชนิด RNA ในตระกูล Flaviviridae ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกับเชื้อไวรัสไข้เลือดออกและไข้เหลือง
เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายเป้าหมายหลักคือเซลล์ตับ (Hepatocyte) โดยไวรัสจะแทรกซึมเข้าไปเพื่อแบ่งตัวเพิ่มจำนวน กระบวนการนี้กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้ามาจัดการ แต่การต่อสู้ระหว่างภูมิคุ้มกันและไวรัสที่ยืดเยื้อกลับทำให้เกิด "การอักเสบเรื้อรัง" ในตับ ซึ่งการอักเสบที่ต่อเนื่องยาวนานหลายปีนี้เอง คือกลไกสำคัญที่นำไปสู่การเกิดพังผืดในตับ (Fibrosis) ตับแข็ง (Cirrhosis) และมะเร็งตับ (Hepatocellular Carcinoma) ในที่สุด
สิ่งที่ทำให้ HCV เป็นภัยเงียบคือ ประมาณ 75-85% ของผู้ติดเชื้อ จะไม่สามารถกำจัดเชื้อได้เองและกลายเป็นการติดเชื้อเรื้อรัง (Chronic HCV infection)
เปรียบเทียบ HCV และ HBV ⚖️
  • HCV virus
- RNA virus
- มีโอกาสสูงมากที่จะกลายเป็นโรคเรื้อรัง (75-85%)
- มักก่อมะเร็งตับหลังจากเกิดภาวะตับแข็งแล้ว
- ยังไม่มี vaccine ป้องกัน
- รักษาให้หายขาด (Cure) กำจัดเชื้อให้หมดไปจากร่างกายได้
  • HBV virus
- DNA virus ; integrate เข้าไปใน genome ของ host ได้
- มีโอกาสสูงมากที่จะกลายเป็นโรคเรื้อรังหากติดเชื้อในวัยเด็ก (50-90% ในช่วงวัย 1-5 ปี) ; ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่มักหายได้เอง มีเพียงส่วนน้อย (5-10%) ที่เรื้อรัง
- สามารถก่อมะเร็งตับได้โดยตรง แม้ยังไม่เป็นตับแข็ง
- วัคซีนป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูง
- การรักษาในปัจจุบันคือควบคุมเชื้อ (Control) ยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสให้เหลือน้อยที่สุด
🦠 ช่องทางการติดต่อ: เชื้อ HCV มาจากไหน?
HCV ติดต่อผ่านทางเลือด (Blood-borne transmission) เป็นหลัก โดยความเสี่ยงจะสูงเมื่อมีการสัมผัสกับเลือดของผู้ติดเชื้อโดยตรง ช่องทางที่พบบ่อยได้แก่
  • การใช้เข็มและอุปกรณ์ฉีดยาร่วมกัน: เป็นสาเหตุการติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุดทั่วโลกในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด
  • การรับเลือดก่อนปี พ.ศ. 2535: ในอดีตยังไม่มีการตรวจคัดกรองเชื้อ HCV ในเลือดที่รับบริจาค ทำให้ผู้ที่เคยได้รับเลือดหรือผลิตภัณฑ์จากเลือดในช่วงเวลานั้นมีความเสี่ยง
  • บุคลากรทางการแพทย์: มีความเสี่ยงจากการถูกของมีคม (เช่น เข็ม) ที่ปนเปื้อนเลือดตำ
  • การสัก การเจาะร่างกาย: หากใช้อุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่ผ่านการฆ่าเชื้ออย่างถูกวิธี
  • การติดต่อจากมารดาสู่ทารก: มีโอกาสเกิดขึ้นได้ประมาณ 5-6% ความเสี่ยงสูงขึ้นหากมารดามีปริมาณเชื้อไวรัสในเลือดสูง หรือติดเชื้อ HIV ร่วมด้วย
  • การมีเพศสัมพันธ์: มีความเสี่ยงต่ำ แต่เพิ่มขึ้นได้หากมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรงจนเกิดแผล หรือในกลุ่มชายรักชายที่มีการติดเชื้อ HIV
HCV ไม่สามารถติดต่อได้ ผ่านทางการให้นมบุตร การรับประทานอาหารหรือน้ำร่วมกัน การไอ จาม การกอด หรือการใช้ห้องน้ำร่วมกับผู้ป่วย
⚠️ ความเสี่ยงของผู้ติดเชื้อ: ทำไมจึงอันตรายกว่าคนปกติ?
การอักเสบเรื้อรังที่เกิดจาก HCV เป็นตัวการสำคัญที่ทำลายเซลล์ตับและสร้างเนื้อเยื่อพังผืดขึ้นมาแทนที่ เมื่อพังผืดสะสมมากขึ้นจะนำไปสู่ภาวะตับแข็ง ซึ่งเป็นภาวะที่ตับสูญเสียการทำงานและไม่สามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ ผู้ป่วยตับแข็งจาก HCV มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ดังนี้
  • มะเร็งตับ (Hepatocellular Carcinoma): เป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงที่สุด ผู้ป่วยตับแข็งมีอัตราการเกิดมะเร็งตับประมาณ 1-4% ต่อปี
  • ตับวาย (Liver Failure): เมื่อตับไม่สามารถทำหน้าที่ได้ จะเกิดอาการตัวเหลืองตาเหลือง (ดีซ่าน) ท้องมาน สับสน และเลือดออกง่าย
  • อาการนอกตับ (Extrahepatic Manifestations): เชื้อ HCV ยังสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ทำงานผิดปกติและส่งผลต่ออวัยวะอื่นได้ เช่น โรคไตอักเสบ (Cryoglobulinemia), โรคผิวหนัง, และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและโรคหลอดเลือดหัวใจ
🧪วิธีการตรวจคัดกรองและยืนยันผล: รู้เร็ว รักษาเร็ว
เนื่องจากผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่มีอาการ การตรวจคัดกรองในกลุ่มเสี่ยงจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
1️⃣ การตรวจคัดกรองเบื้องต้น (Screening)
  • ตรวจหาแอนติบอดี (Anti-HCV Antibody): เป็นการตรวจเลือดเพื่อดูว่าร่างกายเคยสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ HCV หรือไม่
  • ผลลบ (Non-reactive): โดยทั่วไปหมายถึงไม่เคยติดเชื้อ
  • ผลบวก (Reactive): หมายถึง เคยได้รับเชื้อ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าหายแล้วหรือยังติดเชื้ออยู่ จึงต้องตรวจยืนยันต่อไป โดยทั่วไปแล้วมีโอกาสติดเชื้อจริง ~70-90%
2️⃣ การตรวจยืนยันการติดเชื้อ (Confirmation)
  • ตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส (HCV RNA หรือ Viral Load): เป็นการตรวจด้วยเทคนิคทางโมเลกุล (เช่น PCR) เพื่อหาเชื้อไวรัสในกระแสเลือดโดยตรง
  • ผลบวก (Detected): ยืนยันว่ากำลังมีการติดเชื้อ HCV เรื้อรัง และจำเป็นต้องเข้ารับการรักษา
  • ผลลบ (Not Detected): หมายถึงร่างกายเคยติดเชื้อแต่สามารถกำจัดเชื้อได้เอง หรือหายขาดจากการรักษาแล้ว
💊 การรักษาในปัจจุบัน: นวัตกรรมยาที่เปลี่ยนเกม (Novel Treatment)
ในอดีตการรักษา HCV มีความซับซ้อนด้วยยาฉีดอินเตอร์เฟอรอน (Interferon) ซึ่งมีผลข้างเคียงมากและประสิทธิภาพไม่สูงนัก แต่ปัจจุบันถือเป็นยุคปฏิวัติของการรักษาด้วยการมาถึงของยาต้านไวรัสชนิดออกฤทธิ์โดยตรง หรือ Direct-Acting Antivirals (DAAs)
กลไกการทำงาน: ยา DAAs เป็นยารับประทานที่ออกฤทธิ์โดยพุ่งเป้าไปยับยั้งโปรตีนส่วนต่างๆ ที่เชื้อไวรัสจำเป็นต้องใช้ในการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนโดยเฉพาะ ทำให้สามารถหยุดวงจรชีวิตของไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จุดเด่นของการรักษาด้วยยา DAAs 🧑‍⚕️
  • ประสิทธิภาพสูงมาก: มีอัตราการรักษาหายขาด (Sustained Virologic Response - SVR) สูงกว่า 95-98%
  • ระยะเวลารักษาสั้น: ส่วนใหญ่ใช้เวลาเพียง 8-12 สัปดาห์
  • ผลข้างเคียงน้อยมาก: ผู้ป่วยทนต่อยาได้ดี
  • ครอบคลุมทุกสายพันธุ์ (Pangenotypic): ยาสูตรใหม่ๆ สามารถใช้รักษาเชื้อ HCV ได้ทุกสายพันธุ์ (Genotype) โดยไม่จำเป็นต้องตรวจสายพันธุ์ก่อนเริ่มการรักษาในผู้ป่วยส่วนใหญ่ ทำให้การเข้าถึงยาง่ายขึ้น
การรักษาที่หายขาด หมายถึงการตรวจไม่พบเชื้อ HCV RNA ในเลือดอีกเลยเป็นเวลา 12 สัปดาห์หลังสิ้นสุดการรักษา ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีความเสี่ยง เช่น เคยใช้สารเสพติดชนิดฉีด เคยได้รับเลือดก่อนปี 2535 หรือมีค่าเอนไซม์ตับสูงโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบซี การตรวจพบและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ คือกุญแจสำคัญในการป้องกันโรคร้ายและนำไปสู่การมีสุขภาพตับที่ดีในระยะยาว

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา