18 ก.พ. เวลา 09:45 • ประวัติศาสตร์

หลักฐาน​ยีนชาวฮั่น​​ EDAR​V370A​ 19,000​ ปี​ ณ​ แม่น้ำอามูร์​ สู่มนุษย์​บ้านชานตง​ 9,000​ ปี​ก่อน

หลักฐานยีนชาวฮั่น​ จาก "มนุษย์หลุมบน" (Upper Cave Man) หรือ ซานติ่งต้ง (Shandingdong) 20,000 - 10,000 ปีก่อน​
และมนุษย์ AR19K เมื่อ 19,000 ปีก่อน ในจีนตอนเหนือ บริเวณแม่น้ำอาร์มูร์ ต่อมาอพยพไปญี่ปุ่น, เกาหลี เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทวีปอเมริกา​[ชาวอเมริกันพื้นเมือง (Native Americans) ซึ่งมียีน EDAR 370A และฟันรูปพลั่ว]
และอินเดียตะออกเฉียงเหนือ ล้วนมียีน EDA ซึ่งแตกต่างจาก ประชากรยุโรป เอเชียกลาง เอเชียตะวันตก และแอฟริกา
#นฤพนธ์ เพ็งอ้น
แปลเรียบเรียงและตีความ
หลักฐานยีนชาวฮั่น จาก "มนุษย์หลุมบน" (Upper Cave Man) หรือ ซานติ่งต้ง (Shandingdong) 20,000 - 10,000 ปีก่อน และมนุษย์ AR19K เมื่อ 19,000 ปีก่อน ในจีนตอนเหนือ #นฤพนธ์ เพ็งอ้น ผู้เขียนภาพจำลอง
หลักฐานจากโครงกระดูกอายุประมาณ 20,000 - 10,000 ปีก่อนที่ถ้ำโจวโกวเตี้ย​ ตั้งชื่อ​ว่า​ มนุษย์ซานติ่งต้ง (Upper Cave Man) ว่าเป็นผู้ถือครอง "ชุดยีนชาวฮั่น" รุ่นบุกเบิก​ สันนิษฐาน​ว่าเป็น​ บรรพบุรุษร่วมของชาวฮั่น
และอินเดียนแดงที่อพยพผ่านสะพานบกเบริงเจีย (Beringia) ไปเป็น ชาวอเมริกันพื้นเมือง (Native Americans)
ซึ่ง​มีฟันรูปพลั่วและเส้นผมหนาตรงเหมือนคนจีนจนถึงทุกวันนี้
#นฤพนธ์ เพ็งอ้น
แปลเรียบเรียงและตีความ
มนุษย์ซานติ่งต้ง​ มี"ชุดยีนชาวฮั่น" EDAR​ 370A​ ลักษณะเฉพาะทางภูมิศาสตร์ (East Asian phenotype) ถือเป็นรอยต่อสำคัญที่เปลี่ยนจากมนุษย์ยุคก่อน (Archaic humans) มาเป็นมนุษย์สมัยใหม่​ ต่อมาได้พัฒนาเป็นอารยธรรมลุ่มแม่น้ำฮวงโหและกลายเป็นชาวฮั่นในที่สุด​
สำหรับ​คนแถบลุ่มแม่น้ำแยงซีและจีนตอนใต้ มักจะมีโครงหน้าละมุนกว่าคนทางเหนือ (ฮวงโห) แต่ยังคงรักษายีน EDAR 370A ไว้อย่างเหนียวแน่น ทำให้ลักษณะ เส้นผมหนาตรง
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
ชาวฮั่น (Han Chinese) มีรูปลักษณ์ภายนอกที่แตก​ต่างจากยุโรป​และ​แอฟริกา​ เพราะว่า​ ชาวฮั่น (Han Chinese) มียีน EDA
กลุ่มประชากรที่พูดภาษาตระกูลเติร์ก (Turkic peoples) มีตัวแปรทางพันธุกรรม EDAR 370A (หรือ rs3827760)
ชาวอุยกูร์ (Uyghur) มีความถี่ของยีน​ EDAR 370A อยู่ในระดับปานกลาง ประมาณ 44%
ชาวตุรกีมีการผสมผสานทางพันธุกรรมอย่างมากกับประชากรในท้องถิ่นอนาโตเลีย ตะวันออกกลาง และยุโรป
แต่ก็พบร่องรอยทางพันธุกรรม​EDAR 370A ซึ่ง​เป็น​ยีนจากบรรพบุรุษเอเชียตะวันออกในสัดส่วนประมาณ 9-15%
ยีน EDAR 370A เป็นตัวชี้วัดที่แม่นยำมากในการแยก "ชาวฮั่น" ออกจาก "ชาวเติร์ก" ความเข้มข้นของยีน (Frequency)
ชาวฮั่น: มียีนนี้สูงเกือบ 100% (ประมาณ 93-95%) ถือเป็น "ยีนบริสุทธิ์" ของกลุ่มเอเชียตะวันออก​ ชาวฮั่นเกือบทุกคนมี ผมตรงแด่ว เส้นหนา และฟันรูปพลั่ว
ชาวเติร์ก: มีความถี่ของยีนนี้ ต่ำกว่ามากและแปรผันตามพื้นที่ เช่น ชาวตุรกี (Anatolia) อาจมีเพียง 10-15%
เติร์กเอเชียกลาง (เช่น อุยกูร์) อาจมีประมาณ 40-50%
ชาวเติร์ก: มักมีลักษณะ "ผสม" เช่น ผมอาจจะหยักศกหรือบางกว่า​ จมูกโด่งคมกว่า และฟันหน้ามักจะเรียบแบน (ไม่มีรูปพลั่ว)
ชาวเติร์กจึง​ไม่ใช่ชาวฮั่น
ถ้าตรวจเจอ EDAR 370A แบบเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ โอกาสเป็น ชาวฮั่น สูงมาก
กบฏอันลู่ซาน (An Lushan Rebellion) ในปี ค.ศ. 755 คือจุดแตกหักที่เปลี่ยนทัศนคติของชาวฮั่นต่อ "คนนอก"
อันลู่ซาน เป็นลูกครึ่ง ซ็อกเดียน-เติร์ก (Sogdian-Turkic)
"พวกหนวดเฟิ้ม" (Hu - คำเรียกคนนอกรวมๆ รวมถึงเติร์ก) คือพวกที่ไว้ใจไม่ได้
"ชาตินิยมฮั่น"
ก่อนกบฏ: การแต่งงานข้ามสายเลือดและรับวัฒนธรรมเติร์กถือเป็นเรื่องเท่และทันสมัย
หลังกบฏ: เกิดกระแสต่อต้านทุกอย่างที่ไม่ใช่ฮั่น มีการกวาดล้างชาวต่างชาติในบางเมือง (เช่น การสังหารหมู่พ่อค้าชาวต่างชาติในกวางโจวและยางโจวในเวลาต่อมา)
ราชวงศ์ถังอ่อนแอลงจนต้องพึ่งพา ชาวอุยกูร์ (Uighurs) ซึ่งเป็นชาวเติร์กอีกกลุ่มมาช่วยปราบกบฏ
ลักษณะทางกายภาพแบบฮั่นแท้ (ผมตรง, ฟันพลั่ว, ตาชั้นเดียว) ถูกนำมาเชิดชูเพื่อแยกแยะ "พวกเรา" ออกจาก "พวกกบฏ" ที่มักจะมีลักษณะคอเคซอยด์ผสม (จมูกโด่ง, ผมหยิก)
หลังกบฏนี้ ชาวเติร์กที่เหลืออยู่ในจีนอพยพไปไหนต่อ
1. การกลืนกลายทางวัฒนธรรม (Assimilation) ชาวเติร์กเลือกที่จะ เปลี่ยนชื่อแซ่เป็นภาษาฮั่น และหยุดพูดภาษาเติร์ก แต่ยังคงส่งต่อยีน EDAR 370A และลักษณะ "ลูกครึ่ง" บางอย่างไว้ในตระกูลคนจีนทางเหนือ
2. ชาวเติร์กอพยพไปทางตะวันตก (Westward Migration)
ได้อพยพออกไปทาง กานซูและซินเจียง ไปรวมตัวกับชาว อุยกูร์ (Uighurs) หรือกลุ่มเติร์กอื่น ๆ ในเอเชียกลาง​ กลายเป็นวัฒนธรรมเติร์กในเวลาต่อมา
3. ชาวเติร์กกลายเป็นกลุ่ม "ซาถัว" (Shatuo Turks) ยังคงรับใช้ราชสำนักถังต่อมา​
เมื่อราชวงศ์ถังล่มสลาย พวกเขาได้สถาปนาราชวงศ์สั้น ๆ ในยุคห้าฮ่องเต้สิบอาณาจักร (เช่น ราชวงศ์โฮ่วถัง) ก่อนจะถูกกลืนกลายเป็นชาวฮั่น​ (Sinicized ซินิเซียไนซ์​) ไปในที่สุด
แซ่หลี่ (李 - Lee/Li)
สมัยราชวงศ์ถัง จักรพรรดิได้พระราชทานแซ่ "หลี่" ให้กับเหล่าขุนพลชาวเติร์กที่มีความดีความชอบ (เช่น ชาวซาถัว)
แซ่ซา (沙 - Sa/Sha) มาจากชื่อเผ่า "ซาถัว" (Shatuo)
แซ่อัน (安 - An) เดิมมาจากชาว ซ็อกเดียน (Sogdian) หรือกลุ่มเปอร์เซีย/เติร์กจากเมือง "อันกว๋อ" (Bukhara ในปัจจุบัน)
สันนิษฐาน​ว่าสืบทอดมาจาก​ "อันลู่ซาน"
แซ่จูเก่อ (诸葛 - Zhuge) และ แซ่กัว (郭 - Guo)
เป็น​ขุนพลชาวเติร์กหลายคนในกองทัพ "ซั่วฟาง" (Shuofang) ได้รับการยอมรับและผสมผสานเข้ากับตระกูลใหญ่ของฮั่น โดยเฉพาะในสายทหาร
ยีน EDAR 370A ในคนแซ่​ แซ่หลี่ (李 - Lee/Li) แซ่ซา (沙 - Sa/Sha) แซ่อัน (安 - An) แซ่จูเก่อ (诸葛 - Zhuge) และ แซ่กัว (郭 - Guo) จะยังคงอยู่เข้มข้น เพราะแม้ต้นตระกูลจะเป็นเติร์ก แต่ตลอดกว่า 1,000 ปีที่ผ่านมา พวกเขาแต่งงานกับหญิงชาวฮั่นมาโดยตลอด
พวกเขามีผมตรงและฟันรูปพลั่วเหมือนคนจีนทั่วไป
ตระกูลที่มีเชื้อสายเติร์กมักนิยมทาน เนื้อแพะและเนื้อแกะ เป็นพิเศษ​ ชาวเติร์กโบราณเชื่อว่าตนเองสืบเชื้อสายมาจาก หมาป่าสีน้ำเงิน (Ashina)
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
คนไทยเชื้อสายจีน: มียีนนี้เข้มข้นสูงมาก (ใกล้เคียง 90-95%) ทำให้มีลักษณะ "ผมตรง-ฟันพลั่ว" ฟันรูปพลั่วที่ชัดเจนและลึกมากเกือบทุกคน​ ส่วนใหญ่​มีลักษณะ​ตาชั้นเดียว​EDAR V370A​ ส่งผลให้มีชั้นไขมันที่เปลือกตาหนาขึ้น หรือตาสองชั้นหลบใน​ มีเส้นพับตาอยู่จริงแต่หนังตาด้านบนตกลงมาบัง ทำให้ตาดูเรียวเล็ก
บรรพบุรุษไท-กะไดอพยพมาจากลุ่มแม่น้ำแยงซี​ มียีนนี้ในระดับ ปานกลางถึงสูง (ประมาณ 50-70%) แม้ส่วนใหญ่จะผมตรง แต่จะมีลักษณะ ผมเส้นเล็กกว่า หรือบางคนมีลักษณะ ผมหยักศก (Wavy hair) ตาสองชั้นหลบใน
1. ไท-กะไดตอนบนชาวจ้วงในกวางสีเวียดนามตอนเหนือ
มักจะมีลักษณะ ตาชั้นเดียว หรือตาเรียวเล็กมากกว่า
2. ไท-กะไดตอนล่าง​ มักจะมี ตาสองชั้นหลบใน​ที่ชัดเจนกว่า เพราะมีการผสมกับกลุ่มคนพื้นเมืองดั้งเดิมในอุษาคเนย์ (Austroasiatic) ที่ไม่มีลักษณะตาชั้นเดียวแบบชาวฮั่น
คนพื้นเมืองดั้งเดิมในอุษาคเนย์​" ตาสองชั้นที่ชัดเจนและเบ้าตาลึก" เพราะ​ไม่มียีน​ EDAR V370A​ บรรพบุรุษสายออสโตรเอเชียติก หรือมานิก/เซมัง​ มักจะไม่มีชั้นไขมันที่เปลือกตาหนา ทำให้เห็นชั้นตาชัดเจนและตาค่อนข้างโต
ตาสองชั้นหลบใน ในอุษาคเนย์ คือหลักฐานของการพบกันระหว่าง "ตาโตแบบคนใต้" กับ "เปลือกตาหนาแบบคนเหนือ"
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ
บันทึก สื่อจี้ (Shiji) ของซือหม่าเชียน ระบุว่า​ ฉุนเหวย (Chunwei) โอรสของกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์เซี่ย ได้นำพรรคพวกหนีขึ้นไปทางเหนือสู่เขตทุ่งหญ้า​ ประมาณ​ 3,500​ ปีก่อน​ ข้อสันนิษฐาน: เชื่อกันว่ากลุ่มนี้ไปผสมผสานกับชนเผ่าท้องถิ่นทางเหนือ จนกลายเป็นบรรพบุรุษของ ซย่งหนู (Xiongnu) เชื่อมโยงทางวัฒนธรรมและพันธุกรรมกับกลุ่ม โปรโต-เติร์ก (Proto-Turks) ในยุคต่อมา
"เติร์ก" (Türk) ปรากฏชัดเจนครั้งแรกในศตวรรษที่ 6 ผ่านการก่อตั้ง อาณาจักรเกิกเติร์ก (Göktürks) ในมองโกเลีย​ กำเนิดจากตระกูล "อาชิน่า" (Ashina Clan) สืบเชื้อสายมาจาก "หมาป่า" ที่เลี้ยงดูเด็กชายคนหนึ่งจนรอดชีวิตในถ้ำแถบ เทือกเขาอัลไต​ ตระกูลอาชิน่าซึ่งเป็นชนชั้นสูงของเกิกเติร์ก มีลักษณะทางกายภาพแบบ เอเชียตะวันออก (Mongoloid) ที่ชัดเจนมาก มียีน EDAR V370A​ (ผมตรง หนา ฟันรูปพลั่ว) ต่างจากชาวเติร์กในตุรกีปัจจุบัน
ตระกูลอาชิน่าซึ่งเป็นชนชั้นสูงของเกิกเติร์ก มีลักษณะทางกายภาพแบบ เอเชียตะวันออก (Mongoloid) ที่ชัดเจนมาก มียีน EDAR 370A​ ต่อมา​อพยพขยายตัวไปทางตะวันตกสู่เอเชียกลางและคาบสมุทรอนาโตเลีย (ตุรกีปัจจุบัน) และ​มีลักษณะผสมไปทางยุโรป/ตะวันออกกลางมากกว่า
Göktürks​ ตุรกีโบราณ​ที่มียีน​​ EDAR​ 370A​ พวกเขาโค่นล้มอาณาจักรโหรวหราน (Rouran) สถาปนาจักรวรรดิที่กว้างใหญ่ตั้งแต่อขอบกำแพงเมืองจีนไปจนถึงทะเลดำ​ เกิกเติร์กเป็นกลุ่มที่ควบคุม เส้นทางสายไหม ทำให้นักรบเติร์กมียีนผสมกับชาวซ็อกเดียน (เปอร์เซีย) และชาวฮั่น (จีน)
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
เกิกเติร์กเป็นทั้งคู่ปรับและพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของราชวงศ์ถัง จักรพรรดิถังไท่จงเองก็มีสายเลือดผสมของชนเผ่าทางเหนือ (เซียนเปย) ซึ่งมีความใกล้ชิดกับเกิกเติร์ก​ เมื่ออาณาจักรเกิกเติร์กตะวันออกล่มสลาย ชาวเติร์กจำนวนมากอพยพเข้าสู่จีนกลาง กลมกลืนเป็นชาวฮั่น
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
DNA พบว่าชาวเติร์กยุคแรกมีพันธุกรรมใกล้ชิดกับกลุ่ม เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ (Ancient Northeast Asian) เป็นกลุ่มเดียวกับบรรพบุรุษของชาวมองโกลและชาวฮั่นบางส่วน ทำให้พวกเขามียีน EDAR 370A ที่ส่งผลให้มีลักษณะผมตรงและฟันรูปพลั่ว​
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
มีหลักฐานว่าชาวเซี่ยบางส่วนอพยพลงมาทางใต้สู่ลุ่มแม่น้ำแยงซีและพื้นที่ชายฝั่ง​ กษัตริย์ของแคว้นเย่ว์ (Yue State) ในยุคชุนชิว อ้างว่าตนเองสืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์อวี่แห่งราชวงศ์เซี่ย​ และ​ชาวไป่เย่ว์ (Baiyue) เป็นบรรพบุรุษของกลุ่มภาษา ไท-กะได (Tai-Kadai)
ชาวเซี่ยส่วนใหญ่​ อาศัยอยู่ในบริเวณ จงหยวน (ที่ราบภาคกลางของจีน) และถูกผนวกเข้ากับราชวงศ์ซางและราชวงศ์โจวในเวลาต่อมา​ และ​รวมตัวกันเป็น ชาวฮั่น ในปัจจุบัน​บางครั้ง​ คนจีน​ ก็เรียกตัวเองว่า​ชาว​ "หัวเซี่ย" (Huaxia)
ภายหลัง​ราชวงศ์​เซี่ย​ล่มสลาย​ "ชุดยีนชาวฮั่น" หรือ EDAR V370A​ จากชาวเซี่ย​ ซึ่ง​อพยพ​ไปสามทิศทางดังกล่าว​ข้างต้น
ส่วนใหญ่​อยู่ใน​ประเทศ​จีน​
ชาวเติร์กในยุคหลัง (เช่น จักรวรรดิเกิกเติร์ก) เคลมว่าตนเองสืบเชื้อสายมาจากซย่งหนู
รูปแบบการปกครองแบบสหพันธรัฐชนเผ่า (Tribal Confederation) และยุทธวิธีทางการทหารด้วยกองทัพม้าธนูของซย่งหนู ได้กลายเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมที่ชาวเติร์กและมองโกลรับมาใช้ต่อมา
หลักฐาน​ DNA โบราณพบว่าซย่งหนูไม่ใช่กลุ่มชาติพันธุ์เดี่ยว แต่เป็น "สหพันธรัฐหลายชาติพันธุ์"
ประกอบด้วย:
กลุ่มเอเชียตะวันออก (East Eurasian): ซึ่งมียีน EDAR 370A เข้มข้น (พบมากในชนชั้นสูงของซย่งหนู)
กลุ่มยูเรเซียตะวันตก (West Eurasian): ที่มีลักษณะผสมผสานกับกลุ่มคนแถบอัลไตและเอเชียกลาง
ประชากรชาวเติร์กในเอเชียกลางมีความคล้ายคลึงทางพันธุกรรมกับซย่งหนูบางกลุ่ม​ ที่มียีน EDAR 370A (ยีนชาวฮั่น) ข้อสันนิษฐาน​ ภาษาหลักที่ใช้ในสหพันธรัฐซย่งหนูอาจเป็น ภาษาตระกูลโปรโต-เติร์ก
บันทึกประวัติศาสตร์จีน (สื่อจี้) ระบุว่าต้นตระกูลของซย่งหนูคือเชื้อพระวงศ์ราชวงศ์เซี่ยที่หนีขึ้นเหนือ
ซย่งหนูก็คือกลุ่มที่นำยีน EDAR 370A (ยีนชาวฮั่น) จากลุ่มแม่น้ำฮวงโหไปผสมกับคนทางเหนือ
[บรรพบุรุษทางวัฒนธรรมและพันธุกรรมกลุ่มใหญ่ ที่ส่งต่อ "ชุดยีนชาวฮั่น" และวิถีชีวิตเร่ร่อนไปสู่ชาวเติร์ก]​
นโยบาย "เหอชิน" (Heqin) - การแต่งงานเพื่อสันติภาพ​ สมัยราชวงศ์ฮั่น เมื่อสู้รบกับซย่งหนูไม่ไหว จักรพรรดิฮั่นมักส่ง เจ้าหญิงหรือสตรีสูงศักดิ์ ไปอภิเษกกับ "ฉานยวี๋" (ผู้นำซย่งหนู) นอกจากนี้​ แม่ทัพหลี่หลิงยอมจำนนต่อซย่งหนูและตั้งรกรากในแดนเหนือ มีครอบครัวกับหญิงท้องถิ่น​ หลักฐาน​ หมู่บ้านชาวฮั่นในแดนซย่งหนู: นักโบราณคดีขุดพบหมู่บ้านเกษตรกรรมแบบฮั่นลึกเข้าไปในมองโกเลีย
ชาวอุยกูร์มียีนฮั่นประมาณ 40-50% ผสมกับยีนตะวันตก
ภายหลังจากราชวงศ์ฮั่นล่มสลาย ชนเผ่าทางเหนือ (รวมถึงลูกหลานซย่งหนูและโปรโต-เติร์ก) ได้มาครองจีนตอนเหนือ​ ชนเผ่าเหล่านี้รับวัฒนธรรมฮั่นและแต่งงานกับคนท้องถิ่น จนในที่สุดกลุ่ม "เซียนเปย" (Xianbei)
ราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618–907) ถูกเรียกว่าเป็นยุคที่ "ยีนฮั่นและยีนเติร์ก" ผสมผสานกันจนแยกไม่ออก​
1. สายเลือดของ "จักรพรรดิ" เป็นลูกครึ่ง​ ต้นตระกูลหลี่ (Li) ของราชวงศ์ถังมาจากกลุ่มอิทธิพลทางเหนือที่เรียกว่า "กลุ่มทหารกวนหลง" ซึ่งมีการดองญาติกับชาว เซียนเปย (Xianbei) มาหลายชั่วคน
พระนางตู่ตู๋ (Empress Dugu): พระราชมารดาของถังไท่จงฮ่องเต้ (จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด) เป็นชาวเซียนเปยแท้ๆ
จักรพรรดิถังช่วงต้นมักมีรูปร่างสูงใหญ่และจมูกโด่งกว่าชาวฮั่นภาคกลาง​
ถังไท่จงฮ่องเต้ได้รับสมญานามจากชนเผ่าทางเหนือว่า "เทียนเข่อหาน" (Great Khan of Heaven) หรือจักรพรรดิของชาวเติร์ก​ เมื่อราชวงศ์ถังรบชนะชาวเติร์กตะวันออก พระองค์ไม่ได้ทำลายล้าง แต่ทรงอนุญาตให้ชาวเติร์กนับแสนคนย้ายเข้ามาตั้งรกรากในเมืองหลวง ฉางอาน และหัวเมืองชั้นใน​ ขุนพลและทหารชาวเติร์กเก่งๆ ที่แต่งงานกับหญิงชาวฮั่นและปักหลักอยู่ในจีนถาวร
ผู้หญิงขี่ม้า: สตรีชั้นสูงชาวฮั่นหันมาแต่งกายแบบชาวทุ่งหญ้า สวมกางเกงและขี่ม้า ซึ่งเป็นอิทธิพลจากยีนและวัฒนธรรมของชนเผ่าเร่ร่อน
อาหารและดนตรี: เครื่องดนตรีและอาหารจากเอเชียกลาง​ หลั่งไหลเข้ามาผสมกับอารยธรรมฮั่น
การกลายพันธุ์ของยีน EDAR 370A เกิดขึ้นครั้งแรกในบริเวณ ลุ่มแม่น้ำฮวงโห (แม่น้ำเหลือง) หรือจีนตอนกลาง เมื่อประมาณ 30,000 ปีก่อน​ เนื่องจากชาวฮั่นมีการขยายตัวและอพยพลงใต้ ยีนนี้จึงแพร่กระจายไปยังกลุ่มคนไท-กะได ม้ง-เมี่ยน และชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้​
ยีนนี้คือสาเหตุที่ทำให้ชาวฮั่น มี เส้นผมหนาตรง และ ฟันรูปพลั่ว
ลักษณะทางกายภาพที่นักมานุษยวิทยาใช้แยกแยะชาวฮั่นออกจากชาติตะวันตกหรือแอฟริกาอย่างชัดเจน
ยีน EDAR 370A ส่งผลต่อรูปร่างหน้าตาและลักษณะทางกายภาพ
[พันธุศาสตร์ EDAR 370A คือหนึ่งในหลักฐานที่พิสูจน์ความเป็น "สายเลือดฮั่น"]​
1. เส้นผมที่หนาและตรง (Thick, Straight Hair) เนื่องจาก​มี ยีน​EDAR V370A​ ทำให้​รากผม (Hair follicle) มีขนาดใหญ่ขึ้นและเป็นทรงกลมที่สมบูรณ์​ และ​เส้นผมหนากว่าเกือบ 2 เท่า
2. ฟันรูปพลั่ว (Shovel-shaped Incisors) เนื่องจาก​มียีน EDAR 370A
ถ้าคุณลองใช้ลิ้นดุนด้านหลังของ ฟันตัดหน้า (คู่บน) แล้วรู้สึกว่าขอบด้านข้างมันหนาและนูนขึ้นมา จนตรงกลางเป็นแอ่งบุ๋มเหมือน "ใบพลั่ว" ยีนตัวนี้ไปกระตุ้นการสะสมของเคลือบฟัน (Enamel) และเนื้อฟันบริเวณขอบด้านในให้หนาขึ้น​ ลักษณะฟันรูปพลั่วนี้พบได้สูงถึง 80-90% ในชาวจีนฮั่น​
แต่ชาวยุโรปหรือแอฟริกาส่วนใหญ่จะมีด้านหลังฟันที่ เรียบแบน (Spatulate) หรือไม่มีแอ่ง
#นฤพนธ์ เพ็งอ้น
แปลเรียบเรียงและตีความ​
3. ลักษณะโครงหน้า (Facial Features)​ โหนกแก้มที่เด่นชัด (Prominent Cheekbones) กระดูกโหนกแก้มมีความกว้างและยกตัวขึ้น ทำให้รูปหน้าดูมีมิติในส่วนกลางใบหน้า​
และ​ใบหน้าค่อนข้างแบน (Flatter Facial Profile): เมื่อเทียบกับชาวยุโรปหรือชาวอินเดีย
คางที่เรียบ (Less Prominent Chin): ยีน​ EDAR 370A เป็นยีนที่ทำให้กระดูกคางไม่ยื่นออกมาข้างหน้ามากนัก(Vertical chin) ส่งผลให้รูปหน้าโดยรวมดูโค้งมนหรือเป็นทรงไข่
ลักษณะใบหู (Ear Morphology) สัมพันธ์กับรูปร่างของ ติ่งหู (Earlobes) แนบไปกับศีรษะ
4. ต่อมเหงื่อและหน้าอก (Sweat Glands & Breast Tissue) ยีน EDAR 370A ส่งผลต่อการพัฒนา "ต่อมเหงื่อ" หรือ "ขนาดหน้าอก" ต่อมเหงื่อ (Sweat Glands) มีความหนาแน่นของต่อมเหงื่อ (Eccrine glands) จำนวน​มากว่า​ ชาวตะวันตก​
ทำให้​เหงื่อออกง่ายและเร็ว
ยีน EDAR 370A ส่งผลต่อการพัฒนาการแตกตัวของท่อน้ำนม: ยีนนี้กระตุ้นให้มีการแตกแขนงของท่อน้ำนม (Ductal branching) มากขึ้น​ และ​ปริมาณไขมันน้อยลง: ในขณะที่ท่อน้ำนมเยอะขึ้น แต่มันกลับส่งผลให้การสะสมของ เนื้อเยื่อไขมัน (Fat pad) ในบริเวณหน้าอกน้อยลงตามธรรมชาติ
ทำให้ผู้หญิงที่มีเชื้อสายเอเชียตะวันออก (ฮั่น) ส่วนใหญ่มักจะมี ขนาดหน้าอกที่เล็กลง เมื่อเทียบกับผู้หญิงชาวยุโรปหรือแอฟริกา
#นฤพนธ์ เพ็งอ้น
แปลเรียบเรียงและตีความ​
ลักษณะทางกายภาพชาวฮั่น (Han Chinese) ที่เกี่ยวข้อง: ยีน EDAR 370A เป็นยีนที่ผ่านการคัดเลือกทางธรรมชาติในเอเชียตะวันออกเมื่อประมาณ 30,000 ปีก่อน
ลักษณะโครงหน้าและรูปทรงติ่งหูบางประการ
เส้นผมหนาและตรง
ฟันรูปพลั่ว (Shovel-shaped incisors)
จำนวนต่อมเหงื่อที่หนาแน่นขึ้น
ดังนั้น​ ยีน EDAR 370A (หรือ rs3827760) ถูกระบุว่าเป็นยีนที่จำเพาะต่อประชากรในกลุ่ม เอเชียตะวันออก (East Asian) โดยเฉพาะ
#นฤพนธ์ เพ็งอ้น
แปลเรียบเรียงและตีความ​
มนุษย์ถ้ำเทียนหยวน (Tianyuan Man) แหล่งโบราณคดีโจวโข่วเตี้ยน (Zhoukoudian)
ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงปักกิ่ง​ ประเทศจีน​ เป็นบรรพบุรุษมนุษย์สมัยใหม่ (Homo sapiens) ในประเทศ​จีน และมีสัดส่วนของ DNA จากมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล (Neanderthal) ประมาณ 4-5% แต่ไม่พบว่ามียีน EDAR 370A [ชาวจีน]​
แต่อย่างใด​
มนุษย์ถ้ำเทียนหยวนอยู่ในยุคหินเก่าตอนปลาย (Upper Paleolithic) ช่วง 39,000 - 42,000 ปีก่อน​
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
มนุษย์ปักกิ่ง (Peking Man)Homo erectus (มนุษย์ตัวตั้งตรง) : เก่าแก่ที่สุดในโจวโข่วเตี้ยน ประมาณ 700,000 – 200,000 ปี, ​
มนุษย์ถ้ำเทียนหยวน​ 39,000 - 42,000 ปีก่อน​ก่อน​
และ "มนุษย์หลุมบน" อายุ​ประมาณ​ 27,000 ถึง 35,000 ปีก่อน​ อาศัย​ ณ​ แหล่งโบราณคดีโจวโข่วเตี้ยน (Zhoukoudian)
ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงปักกิ่ง​ ประเทศจีน​
#นฤพนธ์ เพ็งอ้น
แปลเรียบเรียงและตีความ
แหล่งโบราณคดีโจวโข่วเตี้ยน (Zhoukoudian) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน​ พบโครงกระดูกบางส่วน 34 ชิ้น​ การวิเคราะห์ DNA
มีความใกล้ชิดทางพันธุกรรมกับชาวเอเชียในปัจจุบันและชาว Karitiana ในบราซิล​ อเมริกา​ใต้​
[ ประชากรโจวโข่วเตี้ยน (Zhoukoudian) สายเอเชียได้แยกออกจากยุโรปอย่างชัดเจนแล้วตั้งแต่เมื่อ 40,000 ปีก่อน] แต่ไม่พบว่ามียีน EDAR 370A [ชาวจีน]​ แต่อย่างใด​
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
ยุคน้ำแข็งสูงสุด (Last Glacial Maximum - LGM) เมื่อ​ 33,000 ปีก่อน​ มนุษย์​ถ้ำบริเวณ​แม่น้ำอาร์มูร์​ ยังไม่พบว่ามียีน EDAR 370A [ชาวจีน]​ แต่อย่างใด​
และ​ยุคน้ำแข็งสูงสุด (Last Glacial Maximum - LGM)
สิ้นสุดลงเมื่อประมาณ 19,000 ปีก่อน เกิดกระบวนการที่เรียกว่า "การผลัดเปลี่ยนประชากร" (Population Turnover) ค้นพบฟอสซิล​
AR19K​ อายุ​ 19,000 ปีก่อน​
โดยตรวจวิเคราะห์​ว่ามียีน EDAR 370A [ชาวจีน]​ ได้เป็น​ครั้ง​แรกของ​โลก​
#นฤพนธ์​ ​เพ็งอ้น
​แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
จากการอพยพ​ของ"มนุษย์หลุมบน" (Upper Cave Man) หรือ ซานติ่งต้ง (Shandingdong) ​ถ้ำโจวโข่วเตี้ยนใกล้กรุงปักกิ่ง : เมื่อประมาณ 27,000 ถึง 35,000 ปีมาแล้ว บริเวณ ลุ่มแม่น้ำเหลือง​ ถ้ำโจวโข่วเตี้ยนใกล้กรุงปักกิ่ง
ข้อ​สันนิษฐาน​ "มนุษย์หลุมบน" (Upper Cave Man) ที่มียีน​ EDAR 370A [ชาวจีน]​ กลุ่มหนึ่ง​จากภาคกลางของจีน เข้าไปผสมผสาน​กับ ประชากรมนุษย์ถ้ำเทียนหยวน (Tianyuan Man) แหล่งโบราณคดีโจวโข่วเตี้ยน (Zhoukoudian)
ซึ่ง​ไม่พบว่ามียีน EDAR 370A [ชาวจีน]​ แต่อย่างใด​
#นฤพนธ์​ ​เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
การค้นพบ​ ฟอสซิล​ประชากร​จาก​ "มนุษย์หลุมบน" (Upper Cave Man) " ในภาคกลางของจีน" (Central China) หรือที่เรียกในภาษาจีนว่า ซานติ่งต้ง (Shandingdong) จากฟอสซิลอายุประมาณ 27,000 ถึง 35,000 ปีมาแล้ว เป็น​บรรพบุรุษร่วม (Proto-Mongoloid)
ใบหน้ากว้าง โหนกแก้มสูง และดั้งจมูกที่ไม่โด่งมากมีวัฒนธรรมที่ซับซ้อน​ แสดง​ลักษณะ​เด่นของ ยีน EDAR 370A [ชาวจีน]​
#นฤพนธ์​ ​เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
"มนุษย์หลุมบน" (Upper Cave ​Man) หรือที่เรียกในภาษาจีนว่า ซานติ่งต้ง (Shandingdong) อายุ​ประมาณ​ 27,000 ถึง 35,000 ปีมาแล้ว
มีวัฒนธรรมการเย็บเครื่องนุ่งห่ม เพื่อปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศที่หนาวเย็น​ สังเกต​ได้จากใช้เข็มเย็บผ้าที่ทำจากกระดูกสัตว์ (แสดงถึงการทำเครื่องนุ่งห่มเพื่อสู้ภัยหนาว)
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ
"มนุษย์หลุมบน" (Upper Cave Man) หรือซานติ่งต้ง (Shandingdong) อายุ​ประมาณ​ 27,000 ถึง 35,000 ปีมาแล้ว
มีการแลกเปลี่ยน​สินค้า​
สังเกต​ได้จาก​ เปลือกหอยแครง (Ark shells) ในถ้ำบนภูเขา​ จำนวน 3 ชิ้น ที่มีการขัดและเจาะรูบริเวณใกล้ข้อต่อเปลือก แสดง​ถึง​การค้าการแลกเปลี่ยน​ยุคหิน​ : เปลือกหอยบางชนิดมาจากทะเลที่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตร แสดงว่ามีการ ติดต่อสื่อสารหรือแลกเปลี่ยน ระหว่างกลุ่มมนุษย์ในพื้นที่ที่ต่างกัน​ การใช้ลูกปัด
และเปลือกไม้ประดับ
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ
"มนุษย์หลุมบน" (Upper Cave Man) หรื​อ​ ซานติ่งต้ง (Shandingdong) อายุ​ประมาณ​ 27,000 ถึง 35,000 ปีมาแล้วสร้าง​วัฒนธรรมประเภทของเครื่องประดับ เช่น​ ฟันสัตว์เจาะรู (Perforated Animal Teeth) 125 ชิ้น​ เป็น​ฟันเขี้ยวของ สุนัขจิ้งจอก แบดเจอร์ กวาง แมวป่า และมีฟันหน้าของ เสือ 1 ชิ้น
#นฤพนธ์​ ​เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ
"มนุษย์หลุมบน" (Upper Cave Man) หรือ ซานติ่งต้ง (Shandingdong) อายุ​ประมาณ​ 27,000 ถึง 35,000 ปีมาแล้ว​ ได้สร้าง​วัฒนธรรม​ลูกปัดหิน (Stone Beads): พบลูกปัดย้อมด้วยสีแดง จากแร่เหล็ก (Ochre) ขนาดเล็ก 7 เม็ด ทำจากหินปูนสีขาว​ มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6.5 มม.​ นอกจาก​นี้​ ยังพบจี้หิน (Stone Pendants): ทำจากหินกรวดสีเขียวแกมเหลือง รูปทรงวงรีแบนเจาะรูตรงกลาง
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ
"มนุษย์หลุมบน" (Upper Cave Man) หรือ ซานติ่งต้ง (Shandingdong) อายุ​ประมาณ​ 27,000 ถึง 35,000 ปีมาแล้ว​ ได้มีการใช้เครื่องมือในเชิงสัญลักษณ์​ เพื่อ​การสื่อสาร​ พบกระดูกท่อนยาวของนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีการแกะสลักร่อง (Bone tubes) การแกะสลัก: บนพื้นผิวมีการแกะสลักเป็น ร่องขวาง (Transverse grooves) ที่สั้นแต่ลึก จำนวนร่องในแต่ละชิ้นอาจไม่เท่ากัน แต่มีการจัดวางในรูปแบบที่สม่ำเสมอ
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
"มนุษย์หลุมบน" (Upper Cave Man) หรือ ซานติ่งต้ง (Shandingdong) อายุ​ประมาณ​ 27,000 ถึง 35,000 ปีมาแล้ว
อาจสร้าง​ภาษาดนตรี​ : กระดูกนกที่มีลักษณะเป็นท่อและมีการเจาะรูหรือร่อง
ถูกตั้งสมมติฐานว่าอาจเป็นเครื่องเป่าหรือขลุ่ยยุคแรกเริ่ม​ และเป็น​แรงบันดาลใจ​ให้เกิดขลุ่ย​เจียหู​ Jiahu 8,600 ปีก่อน​
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
แม้ยังไม่พบว่ามียีน EDAR 370A [ชาวจีน]​ ใน"มนุษย์หลุมบน" (Upper Cave Man) หรือที่เรียกในภาษาจีนว่า ซานติ่งต้ง (Shandingdong) แต่ฟอสซิล​มีลักษณะ​ของชาวจีน​ เช่น​ ฟันหน้า (Incisors): มีลักษณะเป็น "รูปพลั่ว" (Shovel-shaped) ที่ชัดเจนมากใบหน้ากว้าง โหนกแก้มสูง และดั้งจมูกที่ไม่โด่งมาก
#นฤพนธ์​ ​เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
ประชากรมนุษย์ถ้ำเทียนหยวน (Tianyuan Man) แหล่งโบราณคดีโจวโข่วเตี้ยน (Zhoukoudian) เมื่อ​ 40,000 ปีก่อน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงปักกิ่ง​ มนุษย์ถ้ำเทียนหยวน (Tianyuan Man) แหล่งโบราณคดีโจวโข่วเตี้ยน (Zhoukoudian) ได้ลดจำนวนลง
หรือหายไปจากบันทึกฟอสซิลในภูมิภาคประเทศ​จีน​ เมื่อ​ 19,000​ ปีก่อน​
#นฤพนธ์​ ​เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
ที่มาภาพ : จีมู 格物致知
คนจีนมีรูปลักษณ์ภายนอกที่แตก​ต่างจากยุโรป​และ​แอฟริกา​ เพราะว่า​ คนจีนมียีน EDA, "มนุษย์หลุมบน" (Upper Cave Man) หรือที่เรียกในภาษาจีนว่า ซานติ่งต้ง (Shandingdong) 20,000​ - 10,000 ปี​ก่อน​
และ​มนุษย์​ AR19K​ เมื่อ​ 19,000​ ปีก่อน​ ในจีนตอนเหนือ​ บริเวณ​แม่น้ำอาร์มูร์​ ต่อมาอพยพ​ไปญี่ปุ่น, เกาหลี​ เอเชีย​ตะวันออกเฉียงใต้​ ​ทวีปอเมริกา​
และอินเดีย​ตะออกเฉียง​เหนือ​ ล้วนมียีน EDA​ ซึ่ง​แตกต่าง​จาก​ ประชากรยุโรป​ เอเชีย​กลาง​ เอเชีย​ตะวันตก​ และแอฟริกา
#นฤพนธ์​ ​เพ็งอ้น
​แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
1
ดังนั้น​ "ยีน EDAR" คือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่าทำไมคนเอเชียตะวันออก [จีนตอนเหนือ, ญี่ปุ่น, เกาหลี]​ พบยีน EDAR V370A ประมาณ​ 80-95% ถึงมีลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างจากชาวยุโรปหรือชาวแอฟริกันอย่างชัดเจน​ นับตั้งแต่​ 19,000 ปีก่อน​เป็น​ต้นมา​ ณ​ ตะวันออกไกลของรัสเซียและมณฑลเฮยหลงเจียงของจีน​ ตะวันออกเฉียงเหนือของจีน​ [แหล่งที่อยู่อาศัยของเสืออามูร์​ หรือ​เสือโคร่งไซบีเรียและป่าเขตอบอุ่น​ ซึ่ง​เสือขาวเป็นหนึ่งในสี่สัตว์​วิเศษ​ของ​จีน]
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ
ชาวหนี่เจิน (และจีนทางเหนือ): มียีน​ พบว่ามียีน EDAR 370A [ชาวจีน]​ เกือบ 100% (เป็นกลุ่ม Neo-Mongoloid เต็มตัว) ทำให้มีผมหนา ตรง และฟันรูปพลั่วลึกชัดเจนมาก​ ใบหน้าแบนกว้าง​ มีการส่งผ่านวิตามินดีในน้ำนมแม่ได้ดีกว่า
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
กลุ่มออสโตรเอเชียติก
(Basal East Asian) : "เอเชียตะวันออกดั้งเดิม" พบว่ามียีน EDAR 370A [ชาวจีน]​
ในความถี่ที่ ต่ำกว่ามาก (ประมาณ 40-60%)
มีผมหยักศก​ เบ้าตาลึกกว่า จมูกกว้างกว่า และริมฝีปากหนากว่า
ฟันมีร่องพลั่วที่ไม่ลึก​ มีสภาวะขาดวิตามินดีจากแสงแดด
กลุ่มคนพูดภาษาตระกูลไท-กะได (Tai-Kadai) (แถบกวางสี-กุ้ยโจว) ความถี่ของยีน EDAR 370A (ประมาณ 60-80%) ผสมผสาน​กับกลุ่มออสโตรเอเชียติกเดิม​ (มอญ-เขมร) ใน​เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป
ซึ่ง​มี​ EDAR 370A ต่ำกว่า (ประมาณ 40% หรือน้อยกว่า)
เกิดพันธุกรรมคนไทยและคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป​ เช่น​ ผมอาจจะตรงและหนา แต่ก็ไม่หนา​ หรือ​มีฟันรูปพลั่วแต่ไม่ลึกเท่าคนจีนทางเหนือ
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
คนไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบยีน EDAR V370A​ประมาณ​ 40-60%
เนื่องจาก​คนไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้​ เป็นการผสมผสานระหว่างกลุ่มบรรพบุรุษชาว​ Tai-Kadai ซึ่ง​มียีน EDAR V370A​ ประมาณ​ 60​ -80%​ได้ผสมผสาน​กับ​ประชากร​กลุ่ม Hmong-Mien (ม้ง-เมี่ยน) Hmong-Mien: มียีน EDAR V370A​ (ประมาณ 80-95%) และ​กลุ่มออสโตรเอเชียติกเดิม​ (มอญ-เขมร) ใน​เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป
ซึ่ง​มี​ EDAR 370A ต่ำกว่า (ประมาณ 40% หรือน้อยกว่า)
Austroasiatic​ กลุ่มออสโตรเอเชียติกที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือกลุ่ม "บนภูเขา" ยีน EDAR 370A อาจต่ำลงไปถึง 20-30% หรือไม่พบเลยในบางสายตระกูล​ ["Basal East Asians" (เอเชียตะวันออกพื้นฐาน) คือกลุ่มที่แยกตัวลงใต้มาก่อนที่การกลายพันธุ์ของยีน EDAR 370A ในภาคกลางของจีนจะแพร่กระจายอย่างรุนแรง]
โดยตั้งหลักแหล่งในอุษาคเนย์ นานกว่าหลายพันปี
บรรพบุรุษของม้งและเมี่ยนอาศัยอยู่บริเวณ ลุ่มแม่น้ำแยงซีตอนกลางก่อนจะค่อยๆ อพยพลงใต้เข้าสู่ไทย ลาว เวียดนาม เมื่อไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมา
กลุ่มออสโตรเอเชียติกมีความใกล้ชิดกับกลุ่ม Hòabìnhian (โฮอาบิเนียน) ซึ่งเป็นมนุษย์ยุคหินที่อาศัยอยู่ในถ้ำแถบไทยและเวียดนามเมื่อหมื่นกว่าปีก่อน​ ไม่มี ยีน EDAR 370A
ลักษณะ​เด่น "ผมหยักศก-หน้าคม" ในชาวมอญหรือชาวเขมรบางส่วน​ การคัดเลือกทางพันธุกรรมต้านทาน"โรคมาลาเรีย" รอดพ้นจากเชื้อมาลาเรียชนิด P. falciparum:
เชื้อมาลาเรียจะเข้าไปเจริญเติบโตในเม็ดเลือดแดงที่มี HbE ได้ยากกว่าปกติ​ และมียีน G6PD Deficiency (ภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD)ทำให้เชื้อมาลาเรียไม่สามารถขยายพันธุ์ในเม็ดเลือดแดงได้สะดวก
คนไทยมีทั้งคนที่มีผมหนาตรง (มียีน EDAR สูง) และคนที่มีผมเส้นเล็กหรือผมหยักศก (มียีน EDAR ต่ำ)
ฟันรูปพลั่ว: ในคนไทยเชื้อสายจีนจะพบฟันรูปพลั่วในสัดส่วนที่สูงมาก
แต่ในกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมบางกลุ่มในไทยอาจพบไม่บ่อยเท่า
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ
เปรียบ​เทียบ​เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป​ กับชาวจีนภาคเหนือ​
ใบหน้า: มีความ "ละมุน" ขึ้น คือไม่แบนราบเท่าชาวหนี่เจิน แต่ก็ไม่คมเข้มเท่ากลุ่มออสโตรเอเชียติกบริสุทธิ์
สีผิว: มีความหลากหลายตั้งแต่ขาวเหลือง (อิทธิพลไท-กะได) ไปจนถึงคล้ำเข้ม (อิทธิพลออสโตรเอเชียติก)
เส้นผม: ส่วนใหญ่มีผมเหยียดตรงตามยีน EDAR ที่ได้รับมาจากฝั่งไท-กะได แต่ความหนาของเส้นผมจะน้อยกว่าชาวจีนหรือชาวแมนจู
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ
ข้อสันนิษฐาน​ กลุ่มเกษตรกรจากจีนอพยพลงมาเมื่อประมาณ 3,000 - 6,000 ปีก่อน นำวัฒนธรรมข้าว​ และ​ชาวจีนได้นำยีน EDAR​ เข้ามาผสม​กับ​ ชาว​Hòabìnhian (โฮอาบิเนียน) : กลุ่มพรานล่าสัตว์ดั้งเดิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ซึ่งไม่มี ยีน EDAR V370A
ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้เป็นดินแดนร้าง​ เคยพบฟอสซิลฟันกรามมนุษย์​เดนิโซวาน​ในดินแดน​ประเทศ​ลาวเมื่อ​ 131,000​ ปีก่อน​ ณ​ ถ้ำหินปูนในเทือกเขาอันนัม (Annamite Mountains)
กลุ่มวิจัยดีเอ็นเอของ Eske Willerslev จากสถาบัน Globe Institute มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน และโดย David Reich จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าว​ว่าเมื่อ​ กลุ่มนักล่าสัตว์​และเก็บเกี่ยว​ มนุษย์ยุคใหม่ (Homo sapiens) กลุ่มแรกเข้ามาตั้งถิ่นฐานเมื่อ 50,000-60,000 ปีที่แล้ว ได้อพยพจากเอเชียใต้​ มาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้​ เข้ามาในเมียนมาร์ ไทย กัมพูชา และลาว​
[-ชาวอิหร่านโบราณ​เมื่อ 12,000 ปีที่แล้ว ได้ย้ายถิ่นฐานจากที่ราบสูง​ เข้าสู่อินเดีย​ใต้
-ฮารัปปา (Harappa) 4,600 - 3,900 ปีก่อน​
{2,600 – 1,900 ปีก่อนคริสตกาล}​ จังหวัดปัญจาบ ประเทศปากีสถาน ริมฝั่งแม่น้ำราวี (Ravi) ตรวจพบ​ DNA จากโครงกระดูกโบราณ (เช่น ที่ไซต์ Rakhigarhi) พบว่าชาวฮารัปปาเกิดจากการผสมผสานระหว่าง กลุ่มนักล่าสัตว์พื้นเมืองในเอเชียใต้ กับ กลุ่มเกษตรกรจากแถบอิหร่าน
-ชาวอารยันมาจากแถบเอเชียกลาง อพยพผ่านเทือกเขาฮินดูกูชและ ช่องเขาไคเบอร์ (Khyber Pass) เข้าสู่ลุ่มแม่น้ำสินธุ เมื่อ 3,500 - 3,200 ปีก่อน
{1,500 – 1,200 ปีก่อนคริสตกาล} ตรงกับราชวงศ์ชาง ประเทศจีน]
เมื่อชาวจีนที่ปลูกข้าวเข้ามาตั้งรกรากและทำการเกษตรในยุคหินของประเทศไทย งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2018 โดย บางส่วนของชนพื้นเมืองดั้งเดิมเหล่านี้ถูกผลักดันไปยังพื้นที่ห่างไกลมากขึ้น
หลักฐาน​สำคัญ
พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอู่ทอง
ตู้จัดแสดงที่ 5 แหล่งโบราณคดีบ้านทะเลบก อำเภอดอนเจดีย์​3,000-4,200 ปี จังหวัดสุพรรณบุรี จัดแสดงโบราณวัตถุยุคก่อนประวัติศาสตร์สมัยหินใหม่ อายุประมาณ 3,000 - 4,200 ปีมาแล้ว ได้แก่ ขวานหินขัด ชิ้นส่วนหม้อสามขา และชิ้นส่วนภาชนะมีนม​ หม้อสามขาที่มีการ เจาะรู ที่ขา คล้ายแหล่งโบราณคดีถ้ำเบื้องแบบจ.สุราษฎร์ธานี​ อายุระหว่าง​ 6,500 – 4,200 ปีมาแล้ว​
ชิ้นส่วนหม้อสามขา แหล่งโบราณคดีบ้านทะเลบก อำเภอดอนเจดีย์3,000-4,200 ปี จังหวัดสุพรรณบุรี ที่มาภาพ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอู่ทอง ตู้จัดแสดงที่ 5
หม้อสามขาที่พบในแหล่งโบราณคดีเขาปินะ ต.นาวง อ.ห้วยยอด จ.ตรัง เป็นภาชนะดินเผาสมัยก่อนประวัติศาสตร์ อายุระหว่าง​ 5,000 – 3,000 ปี
แหล่งโบราณคดีเขาทะลุ​ จัง​หวัดชุมพร​ 3,000 – 5,000 ปีมาแล้ว เส้นทางการค้าข้ามคาบสมุทรโบราณที่เชื่อมต่อระหว่างฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน (เขาทะลุ-เขาสามแก้ว)​
แหล่งโบราณคดีถ้ำเบื้องแบบจ.สุราษฎร์ธานี​ อายุระหว่าง​ 6,500 – 4,200 ปีมาแล้ว​
เศษภาชนะดินเผาลายเชือกทาบร่วมกับเครื่องมือหินขัด กระดูกสัตว์ และเปลือกหอย​ หม้อสามขาที่มีการ เจาะรู ที่ขา
หม้อสามขา​ แหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร ตั้งอยู่ที่ ต.หนองราชวัตร อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี
3,500 – 4,000 ปี
อาจรับรูปแบบมาจากหม้อสามขาในวัฒนธรรมหยางเส้า (Yangshao) ประเทศจีน เมื่อ​ 7,000​ -​5,000
ปีก่อน​ [5,000–3,000 ปีก่อนคริสตกาล]​
และวัฒนธรรมหลงซาน (Lung Shan) ประเทศจีน 5,000 -​ 3,900​ ปีก่อน​ [3,000-1,900 ปีก่อนคริสตกาล]​ ซึ่งมีอายุประมาณ 5,000 - 4,000 ปีที่ผ่านมา
หม้อสามขาแหล่งโบราณคดีบ้านเก่า จ.กาญจนบุรี​
3,000–4,000 ปี​ รูปทรงสมมาตรคล้ายวัฒนธรรมหลงซาน (Lung Shan) ประเทศจีน 5,000 -​ 3,900​ ปีก่อน​ [3,000-1,900 ปีก่อนคริสตกาล]
แหล่งโบราณคดีบ้านแจงงาม​ อำเภอหนองหญ้าไซ และหนองราชวัต​ร​จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี
3,500​ – 2,500 ปี​
แหล่งโบราณคดีโฮ่วหลี่ระยะที่ 1​ บริเวณหลินจือ มณฑลซานตง ประเทศจีน​ 8,500 ปี - 7,500 ปี​ (6500–5500 ปีก่อนคริสตกาล)
ภาชนะสามขา (Tripod) : เริ่มมีการทำเครื่องปั้นดินเผาที่มีขา (เรียกว่า Fu หรือหม้อสามขา) ซึ่ง​สันนิษฐาน​ว่าเป็นต้นแบบหม้อสามขาที่พบใน​หลายพื้นที่​ของประเทศ​ไทย
มนุษย์​ถ้ำ​ AR19K ในแถบลุ่มแม่น้ำอามูร์-เฮยหลง​ มณฑลเฮยหลงเจียงของจีน​ (Amur Region​ : AR
ภูมิภาคอามูร์) ตะวันออกไกลของรัสเซียและตะวันออกเฉียงเหนือของจีน​ ระหว่าง​ 30,000 - 35,000 ปีที่แล้ว ค้นพบ​ยีน EDAR​ ที่มียีนตัวแปร V370A​ ในแถบจีนตอนกลางหรือตอนเหนือ​ของ​จีน เมื่อ​ 19,000​ ปีก่อน​ ได้แก่
เส้นผม: ทำให้เส้นผมมีลักษณะ หนา ตรง และกลม (เนื่องจากต่อมรากผมมีขนาดใหญ่ขึ้น)
ฟัน: ทำให้ฟันหน้ามีลักษณะเป็น "รูปพลั่ว" (Shovel-shaped incisors) คือด้านหลังฟันจะมีความโค้งเว้าเหมือนพลั่วตักดิน
ต่อมเหงื่อ: เพิ่มความหนาแน่นของต่อมเหงื่อ (Eccrine sweat glands) ทำให้ระบายความร้อนได้ดีขึ้น
หน้าอก: ในผู้หญิง ยีนนี้ส่งผลให้เนื้อเยื่อไขมันในหน้าอกลดลง แต่เพิ่มการแตกแขนงของท่อน้ำนม
19,000 ปีก่อน (ช่วงปลาย LGM) พบหลักฐาน DNA จากตัวอย่างที่เรียกว่า AR19K ในแถบลุ่มแม่น้ำอามูร์ (Amur Region)
มีความใกล้ชิดทางพันธุกรรมกับชาวเอเชียตะวันออกในปัจจุบันมากกว่ามนุษย์ถ้ำเทียนหยวน
[ประชากรชาวเอเชียตะวันออกสายเหนือและสายใต้ได้แยกออกจากกันอย่างชัดเจนแล้วตั้งแต่เมื่อ 19,000 ปีก่อน]
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
AR19K เมื่อ​ 19,000 ปีก่อน
ในแถบลุ่มแม่น้ำอามูร์ (Amur Region​ : 黑龙江 มณฑลเฮยหลงเจียง) ค้นพบ​'ยีน EDAR V370A' เส้นผมที่หนาขึ้น ต่อมเหงื่อที่มากขึ้น และฟันหน้าที่มีลักษณะรูปพลั่ว (Shovel-shaped incisors) และ​เป็นบรรพบุรุษของชาวไซบีเรียโบราณ (Ancient Paleo-Siberians) และชนพื้นเมืองในอเมริกา (Native Americans)
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
AR19K ภูมิภาคอามูร์ 黑龙江 ลุ่มแม่น้ำอามูร์-เฮยหลง ซึ่งมี 'ยีน EDAR V370A' : ภาพเหมือนของหญิงสาวชาวพื้นเมืองเผ่าเอเวนกีจากซาคา ประเทศรัสเซีย ที่มาภาพ : โดยอเล็กซานเดอร์ คิมูชิน
ยีน EDAR (Ectodysplasin A Receptor) โดยเฉพาะตัวแปรที่เรียกว่า V370A คือ "รหัสพันธุกรรมเฉพาะตัว" ที่พบได้เกือบเฉพาะในชาวเอเชียตะวันออกและชนพื้นเมืองในอเมริกา
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
ช่วงที่น้ำแข็งเริ่มละลาย (19,000 - 11,500 ปีก่อน) ประชากรกลุ่มหนึ่งจากชายฝั่งจีนตอนเหนือได้อพยพไปยังญี่ปุ่น และกลายเป็นหนึ่งในต้นตระกูลของชาวไอนุ (Ainu) ในปัจจุบัน​
การศึกษา​ประชากร​ AR9.2K_o
เมื่อ​ 9,200 ปีก่อน​ พันธุกรรมกับประชากรโบราณในมณฑลซานตงมีความใกล้เคียงทางพันธุกรรมกับประชากรโบราณในภูมิภาคอามูร์เมื่อ 14,000 ปีก่อน
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
บรรพบุรุษทางเหนือของชาวฮั่นเคยอาศัยอยู่ในไซบีเรียในช่วงยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย​ หรือ​ 11,500​ ปีก่อน​ [9,500 ปีก่อนคริสตกาล]​ บรรพบุรุษทางเหนืออาศัยอยู่ตามแม่น้ำเหลืองและขึ้นไปถึงที่ราบสเตปป์ทางตะวันออกของไซบีเรีย​ ดังนั้น​ ชาวไซบีเรียตะวันออกและประชากรเอเชียตะวันออกแยกจากกันนั้นอยู่ระหว่าง 8.8–11.2 พันปีก่อน
#ซานตง​ บ้านเกิดของขงจื๊อ
#ซานตงจุดเปลี่ยน​จากมนุษย์​ถ้ำสู่บ้านกึ่ง​ใต้ดิน​
มนุษย์​ถ้ำ​เปียนเปียนตง​ Bianbiandong Cave Site 扁扁洞遗址
อำเภออี้หยวน​ มณฑลซานตง
มียีน EDAR (Ectodysplasin A Receptor) V370A​ มียีนตัวแปร
ระหว่าง​ 9,000 - 10,000 ปี อาศัย​อยู่ใน​ถ้ำ
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
ชิ้นส่วนกระดูกขมับจากบุคคลอายุประมาณ 9,500 ปี จากถ้ำเปียนเปียน มณฑลชานตง ประเทศจีน บุคคลนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบรรพบุรุษทางเหนือที่พบตามแนวแม่น้ำเหลือง และขึ้นไปทางทุ่งหญ้าสเตปป์ตะวันออกของไซบีเรีย
แหล่งโบราณคดีถ้ำ(Cave site) เปียนเปียนตง​ Bianbiandong Cave Site 扁扁洞遗址
อำเภออี้หยวน​ มณฑลซานตง
แม่น้ำอี้ (Yi River) ตอนล่างของแม่น้ำเหลือง ค้นพบ​ฟอสซิล​กะโหลกศีรษะ และ​เศษเครื่องปั้นแบบผสมทราย (Sand-tempered pottery)​
มีสีแดงหรือน้ำตาลแดง เข็มกระดูก​และหัวหอก​กระดูก​ หลักฐานจากซากสัตว์ (Faunal remains) เช่น​ กวาง หมูป่า กระต่าย​ และ​เปลือกหอย
อายุ​ระหว่าง​ 9,500 - 10,000 ปี การวิเคราะห์ DNA พบว่ามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มบรรพบุรุษทางตอนเหนือของจีนแถบลุ่มแม่น้ำฮวงโห (Yellow River) ในยุคต่อมา
มนุษย์​บ้านกึ่ง​ใต้ดิน​ 9,000​ ปี​!
มียีน EDAR (Ectodysplasin A Receptor) V370A​ มียีนตัวแปร
ระหว่าง​ 9,000 - 8,500 ปี อพยพ​จากถ้ำ​ มาอยู่​ บ้านกึ่งใต้ดิน​ รูปแบบกึ่งใต้ดิน (Semi-subterranean): ตัวบ้านถูกขุดลึกลงไปในดินส่วนหนึ่งเพื่อใช้ดินเป็นฉนวนกันความร้อนและความหนาวเย็น
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
การแบ่งสัดส่วนพื้นที่ (Functional Areas) บ้านกึ่งใต้ดิน​ รูปแบบกึ่งใต้ดิน (Semi-subterranean) แหล่งโบราณคดีจางมาตุน​(Zhangmatun site - 张马屯遗址)​ ภูมิภาคไห่ไต้​ (Haidai region) มณฑลซานตง ประเทศจีน​ มีอายุระหว่าง​ 9,000 - 8,500 ปี: ภายในพื้นที่ House F1 นักโบราณคดีจำแนกพื้นที่ใช้งานออกเป็น 4 ส่วนหลัก (Area A-D) ได้แก่​ :
A. พื้นที่ขยะ (Garbage Area): พบเศษเครื่องปั้นดินเผา กระดูกสัตว์ และเกล็ดปลาจำนวนมาก
B. เตาผิง (Fireplace): พบร่องรอยผิวดินที่ผ่านการอบแห้งด้วยความร้อน​ (Fire-dried surface)
C. พื้นที่ทางเดิน: พบร่องรอยการเหยียบย่ำจนดินอัดแน่น (Trampling/Compression)
D. พื้นที่เซรามิก​ : พบชิ้นส่วนเซรามิก​ที่แตกกระจายอยู่
แหล่งโบราณคดีจางมาตุน​(Zhangmatun site - 张马屯遗址)​ ภูมิภาคไห่ไต้​ (Haidai region) มณฑลซานตง ประเทศจีน​ มีอายุประมาณ 9,000 - 8,500 ปี​ ระหว่างแม่น้ำฮวงโหทางทิศเหนือและที่ราบสูงซานตงทางทิศใต้​ เริ่มปลูกข้าวฟ่าง (Millet) ทั้งชนิด foxtail หางจิ้งจอก​ และ broomcorn ข้าวโพดไม้กวาดเปลี่ยนผ่านจากการล่าสัตว์และหาของป่าไปสู่เกษตรกรรมยุคเริ่มแรกในลุ่มแม่น้ำฮวงโหตอนล่าง
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
แหล่งโบราณคดีจางมาตุน​(Zhangmatun site - 张马屯遗址)​ ภูมิภาคไห่ไต้​ (Haidai region) มณฑลซานตง ประเทศจีน​ มีอายุประมาณ 9,000 - 8,500 ปี​ พบร่องรอยที่อยู่อาศัย"บ้านกึ่งใต้ดิน" (Semi-subterranean houses) ที่มีลักษณะถาวร (House F1) "แหล่งโบราณคดีกลางแจ้ง" (Open-air site) , หลุมขยะ (Pits), และเตา (Stove) รวมถึงเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องมือหิน
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
ซากโบราณสถานวัฒนธรรมโฮ่วหลี่ (Houli Culture) มณฑลซานตง ประเทศจีน ประมาณ 8,500 ปี - 7,500 ปี​ (6500–5500 ปีก่อนคริสตกาล)
ซากข้าวฟ่างและข้าวที่ไหม้เกรียม​ 8,000 ปี จากยุควัฒนธรรมโฮ่วหลี่ ขยาย​ขอบเขต​การทำนาข้าวในยุคแรกเริ่มในลุ่มแม่น้ำเหลืองไปทางเหนือ
[แหล่งโบราณคดีโฮ่วหลี่​ มีสามระยะ]
ที่มา​ บทวิจัยการวิเคราะห์ไอโซโทปมนุษย์จากเสี่ยวจิงซานบน ScienceDirect
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
แหล่งโบราณคดีโฮ่วหลี่ระยะที่ 1 มณฑลซานตง ประเทศจีน
8,500 ปี - 7,500 ปี​ (6500–5500 ปีก่อนคริสตกาล) ค้นพบ​ การเทพื้นปูนโบราณ
มีการนำ ดินขาว (Lime/Calcareous earth) มาผสมเพื่อฉาบพื้นและผนังให้มีความแข็งและเรียบ (คล้ายการทำปูนซีเมนต์แบบโบราณ) เพื่อป้องกันความชื้นจากดิน
ที่มา​ บทวิจัยการวิเคราะห์ไอโซโทปมนุษย์จากเสี่ยวจิงซานบน ScienceDirect
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
แหล่งโบราณคดีโฮ่วหลี่ระยะที่ 1 ในหลินจือ​ 8,500 ปี - 7,500 ปี​ (6500–5500 ปีก่อนคริสตกาล)
-แหล่งโบราณคดีซีเหอ (Xihe Site - 西河遗址) ตั้งอยู่ในเขตจางชิว (Zhangqiu) เมืองจี่หนาน มณฑลซานตง ผังหมู่บ้านHouse F1พบซากบ้านกึ่งใต้ดิน (Semi-subterranean) มากถึงกว่า 30 หลัง แต่ละหลังมีพื้นที่ประมาณ 20-50 ตารางเมตรแบ่งเป็นแถวตามแนวเหนือ-ใต้
ที่มา​ บทวิจัยการวิเคราะห์ไอโซโทปมนุษย์จากเสี่ยวจิงซานบน ScienceDirect
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
แหล่งโบราณคดีโฮ่วหลี่ระยะที่ 1 บริเวณหลินจือ มณฑลซานตง ประเทศจีน 8,500 ปี - 7,500 ปี​ (6500–5500 ปีก่อนคริสตกาล)ภาชนะสามขา (Tripod) : เริ่มมีการทำเครื่องปั้นดินเผาที่มีขา (เรียกว่า Fu หรือหม้อสามขา) ซึ่ง​สันนิษฐาน​ว่าเป็นต้นแบบหม้อสามขาที่พบใน​ประเทศ​ไทย​ เช่น​ หนองราชวัต​ร​ อ.หนองหญ้า​ไซ​ จ.สุพรรณบุรี​ เมื่อ​ 4,000​ ปีก่อน​
ลวดลายภาชนะ​เซรามิก​ : ส่วนใหญ่เป็นแบบเรียบๆ หรือมีรอยกดจากเชือก/จักสาน (Cord-marked) สีออกแดงส้ม
แหล่งโบราณคดีโฮ่วหลี่ระยะที่ 1 ในหลินจือ​ 8,500 ปี - 7,500 ปี​ (6500–5500 ปีก่อนคริสตกาล)
พบหลุมสำหรับเก็บกักพบเมล็ด ข้าวฟ่าง (Millet) อาหาร (Storage pits) จำนวนมากกระจายอยู่รอบๆ บริเวณบ้าน
ที่มา บทวิจัยการวิเคราะห์ไอโซโทปมนุษย์จากเสี่ยวจิงซานบน ScienceDirect
#นฤพนธ์ เพ็งอ้น
แปลเรียบเรียงและตีความ
-วัฒนธรรมโฮ่วหลี่ (Houli Culture) แหล่งโบราณคดีเสี่ยวจิงซาน (Xiaojingshan Site - 小荆山遗址) ตั้งอยู่ในเขตจางชิว (Zhangqiu) เมืองจี่หนาน มณฑลซานตง​ ประมาณ 8,000 ปี​ พบซากบ้านจำนวน 2 หลัง ซึ่งมีลักษณะเป็นบ้านกึ่งใต้ดิน (Semi-subterranean houses) เทพื้นปูนโบราณ
มีการนำ ดินขาว (Lime/Calcareous earth) มาผสมเพื่อฉาบพื้นและผนังให้มีความแข็งและเรียบ (คล้ายการทำปูนซีเมนต์แบบโบราณ) เพื่อป้องกันความชื้นจากดิน
#นฤพนธ์ เพ็งอ้น
แปลเรียบเรียงและตีความ
วัฒนธรรมโฮ่วหลี่ (Houli Culture) แหล่งโบราณคดีเสี่ยวจิงซาน (Xiaojingshan Site - 小荆山遗址) ตั้งอยู่ในเขตจางชิว (Zhangqiu) เมืองจี่หนาน มณฑลซานตง​ ประมาณ 8,000 ปี​ การวิเคราะห์ไอโซโทปเสถียร (Stable Isotope Analysis) จากกระดูกมนุษย์​ จำนวน 21 หลุม และสัตว์ ยืนยันว่ามนุษย์ที่นี่เริ่มมีการบริโภคพืชตระกูล ข้าวฟ่าง (Millet) เกิดเกษตรกรรมข้าวฟ่าง ในลุ่มแม่น้ำฮวงโหตอนล่างมีจุดกำเนิดมาตั้งแต่ช่วง 8,000 ปีก่อน ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบพรานล่าสัตว์และหาของป่า
#นฤพนธ์ เพ็งอ้น
แปลเรียบเรียงและตีความ
วัฒนธรรมโฮ่วหลี่ (Houli Culture) แหล่งโบราณคดีเสี่ยวจิงซาน (Xiaojingshan Site - 小荆山遗址) ตั้งอยู่ในเขตจางชิว (Zhangqiu) เมืองจี่หนาน มณฑลซานตง​ ประมาณ 8,000 ปีพบเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องมือหินจำนวนมาก รวมถึงเครื่องมือที่ทำจากกระดูกและเขาสัตว์
ที่มา​ บทวิจัยการวิเคราะห์ไอโซโทปมนุษย์จากเสี่ยวจิงซานบน ScienceDirect
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
วัฒนธรรมเป่ยซิน​ 北辛文化มีอายุระหว่าง​ 7,300​ -6,100 ปี​
[5300–4100 ปีก่อนคริสตกาล]​
เมืองเติ้งโจว​ มณฑลชานตง​
มีการการถอนฟัน​ในหมู่สมาชิก​ มีการ​การแลกเปลี่ยนและปฏิสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับวัฒนธรรมหม่าเจียปังในบริเวณทะเลสาบไท่หูตอนใต้และวัฒนธรรมปันโปในยุคหยางเสาตอนต้นในลุ่มแม่น้ำเหลืองตอนกลาง​
วัฒนธรรมเป่ยซิน​ 北辛文化มีอายุระหว่าง​ 7,300​ -6,100 ปี​
[5300–4100 ปีก่อนคริสตกาล]​
เมืองเติ้งโจว​ มณฑลชานตง
มีการปลูก ข้าวฟ่างและ การเลี้ยง ควายหมู และไก่​
ชาวเป่ยซินจับปลาคาร์พในแม่น้ำใกล้เคียง ล่ากวาง และหาเก็บลูกแพร์ป่าราก และหัว​
พวกเขาใช้ เส้นใย ป่าน อย่างกว้างขวาง ในการทอผ้าสำหรับทำเสื้อผ้า ทำตะกร้า และทำเส้นด้าย เชือก และสายต่างๆ รวมถึงอวนจับปลา
วัฒนธรรมเป่ยซิน​ 北辛文化มีอายุระหว่าง​ 7,300​ -6,100 ปี​
[5300–4100 ปีก่อนคริสตกาล]​
เมืองเติ้งโจว​ มณฑลชานตง
มีการก่อสร้าง​บ้านเรือนส่วนใหญ่มักอยู่กึ่งใต้ดินและมีรูปทรงกลม ชาวเป่ยซินมีพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ฝังศพแยกกันในชุมชน การฝังศพแบบพิธีกรรมในยุคแรก
วัฒนธรรมเป่ยซิน​ 北辛文化มีอายุระหว่าง​ 7,300​ -6,100 ปี​
[5300–4100 ปีก่อนคริสตกาล]​
เมืองเติ้งโจว​ มณฑลชานตง
มีการบริโภค​เนื้อหมูและข้าวฟ่างเป็นอาหารหลักของชาวเป่ยซิน เสริมด้วยเนื้อกวาง ไก่ ไข่ และผักและผลไม้นานาชนิด
วัฒนธรรมเป่ยซิน​ 北辛文化มีอายุระหว่าง​ 7,300​ -6,100 ปี​
[5300–4100 ปีก่อนคริสตกาล]​
เมืองเติ้งโจว​ มณฑลชานตง​ ประดิษฐ์​เครื่องมือ​ หัวขวานหิน หัวหอก และหัวลูกศรจากอาวุธล่าสัตว์ รวมถึงใบเคียวหินที่ใช้เก็บเกี่ยวธัญพืช
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
"วัฒนธรรมต้าเหวินโข่ว​
大汶口文化
6,100 ปี -​ 4,600​ ปีก่อน​
(6100 –2600 ปีก่อนคริสตกาล)
มีการการถอนฟันหน้าหรือฟันเขี้ยว​​ในหมู่สมาชิก เป็น​พิธีกรรมที่แสดงถึงการบรรลุนิติภาวะ (Coming-of-age) เช่นเดียวกับ​ วัฒนธรรมเป่ยซิน​ มีอายุระหว่าง​ 7,300​ -6,100 ปี​
[5300–4100 ปีก่อนคริสตกาล]​
"เก่าแก่กว่าวัฒนธรรมหลงซาน
"วัฒนธรรมต้าเหวินโข่ว"
จารึกบนเครื่องปั้นดินเผาต้าเหวินโข่ว​ ภาพสัญลักษณ์​(Pictographs) 4,600 - 4,800 ปี "ต้นกำเนิดของอักษรจีน" (Proto-writing) การเขียนเบื้องต้น เป็นแรงบันดาลใจ​ให้เกิดอักษร​ราชวงศ์​ชาง​ (Oracle Bone Script) ประเทศ​จีน​ และมีการค้นพบสัญลักษณ์ที่มีลักษณะคล้ายคลึงจารึกบนเครื่องปั้นดินเผาต้าเหวินโข่ว​ ภาพสัญลักษณ์​(Pictographs) 4,600 - 4,800 ปี ในมณฑลอันฮุยและเจ้อเจียง​ประเทศจีน​
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
จารึกบนเครื่องปั้นดินเผาต้าเหวินโข่ว 4,600 - 4,800 ปี รูปดวงตา (Eye) และรูปนก (Bird) สัญลักษณ์ "อาทิตย์-จันทร์-ภูเขา": เป็นรูปดวงอาทิตย์อยู่เหนือเสี้ยวจันทร์และยอดเขา ณ มณฑลชานตง ลุ่มน้ำตอนล่างของแม่น้ำเหลือง ที่มาภาพ : พิพิธภัณฑ์ซานตง#นฤพนธ์ เพ็งอ้น แปลเรียบเรียงและตีความ
จารึกบนเครื่องปั้นดินเผาภาชนะ​ Zun​ วัฒนธรรมต้าเหวินโข่ว​ (Dawenkou Pottery Inscriptions) หรือที่เรียกในภาษาจีนว่า "เต๋าเหวิน" (陶文) คือสัญลักษณ์รูปภาพโบราณที่ถูกค้นพบบนภาชนะดินเผาในมณฑลซานตง สัญลักษณ์เหล่านี้มีอายุประมาณ 4,600 - 4,800 ปี
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
"วัฒนธรรมต้าเหวินโข่ว​ 8,100 ปี -​ 4,600​ ปีก่อน​
(6100 –2600 ปีก่อนคริสตกาล) ครอบคลุม​พื้นที่​ มณฑล อานฮุย​ เหอหนาน​ และเจียงซู​
อาจมีการติดต่อสื่อสาร​แลกเปลี่ยน​กับวัฒนธรรมหยางเสา​ ในช่วงเว​ลา​เดียวกัน
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
การค้นพบ​ขลุ่ยเจียหู (Jiahu Gudi) กว่า 30 เลา​ ก่อน​
"วัฒนธรรมต้าเหวินโข่ว​ 8,100 ปี -​ 4,600​ ปีก่อน​
(6100 –2600 ปีก่อนคริสตกาล)
เป็น​เครื่องดนตรีประเภทเครื่องลมที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังคงใช้งานได้ ค้นพบที่แหล่งโบราณคดีเจียหู มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน มีอายุเก่าแก่กว่า 9,000​–7,700 ปี [7,000 -5,700 ปีก่อนคริสตกาล]​ ทำจากกระดูกปีกนกกระเรียนมงกุฎแดง เจาะรู 5-8 รู ซึ่งสามารถเล่นดนตรีได้ในบันไดเสียงแบบเพนทาโทนิก (Pentatonic scale)
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
ขลุ่ยเจียหู (Jiahu Gudi) 7 รู มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน มีอายุระหว่าง 9,000–7,700 ปี
"วัฒนธรรมต้าเหวินโข่ว​ 8,100 ปี -​ 4,600​ ปีก่อน​
(6100 –2600 ปีก่อนคริสตกาล) ค้นพบ​กลองจระเข้​ อายุ​ 7,500​ ปี​ก่อน​ ที่เก่าแก่ที่สุดใน​โลก​ หินเทอร์ควอยซ์​ หยก
และงาช้าง
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
กลอง Ceramic หนังจระเข้ 7,500 ปีก่อน วัฒนธรรมต้าเหวินโข่ว 8,100 - 6,600 ปีก่อน [6,100 ปี - 4,600 ปีก่อน] กลองส่วนหัวและส่วนท้ายจะถูกขึงด้วย หนังจระเข้ เพื่อใช้เป็นหน้ากลองในการตีให้เกิดเสียง หลักฐานเก่าแก่ที่สุด 7,500 ปีก่อน [5500 ปีก่อนคริสตกาล]
"วัฒนธรรมต้าเหวินโข่ว​ 6,100 ปี -​ 4,600​ ปีก่อน​
(6100 –2600 ปีก่อนคริสตกาล) มีการผ่าตัดตกแต่งฟันและดัดแปลงกะโหลกศีรษะ​
วัฒนธรรมหลงซาน​(ภูเขามังกร)​ 5,000​ -​3,900 ปีก่อน​
[3000 ถึง 1900 ปีก่อนคริสตกาล]​
มณฑลชานตง​ 4,000 ปี​ ณ เมืองเหลียงเฉิง​ แหล่งโบราณสถาน​เมืองเหลียงเฉิง​ ค้นพบ​สิ่งประดิษฐ์จากหยก เครื่องมือหิน เครื่องมือกระดูก เครื่องปั้นดินเผาสีดำ ขาว แดง และเหลือง​ ลวดลายเส้นและลวดลายต่อไม้ไผ่​ และ​ เครื่องปั้นดินเผาเปลือกไข่ที่มีความบางราวกับกระดาษแต่แข็งแกร่ง​ ที่มา​ เครือข่ายข่าว Speed ​​Leopard · บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Shandong Business Daily: Cui Nina
แหล่งโบราณสถานเมืองเหลียงเฉิง4,000 ปี เครื่องปั้นดินเผาสีดำลวดลายเส้นและลวดลายต่อไม้ไผ่ ที่มาภาพ เครือข่ายข่าว Speed Leopard · บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Shandong Business Daily: Cui Nina
วัฒนธรรมหลงซาน​ (ภูเขามังกร)​ 5,000​ -​3,900 ปีก่อน​
[3000 ถึง 1900 ปีก่อนคริสตกาล]​ ครอบคลุม​พื้นที่​แม่น้ำเหลืองตอนล่างและตอนกลางประเทศจีน​
มณฑลชานซีตอนใต้
วัฒนธรรมหลงซาน​ ยุคเทาซี่
陶寺 4,300​ -​3,900​ ปีก่อน​
(2300 ปีก่อนคริสตกาลถึง 1900 ปีก่อนคริสตกาล)
แหล่ง​โบราณคดีในอำเภอเซียงเฟินเมืองหลินเฟินทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลชานซี ประเทศ
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
เครื่องปั้นดินเผายุค 陶寺 4,100 ถึง 4,000 ปีก่อน
วัฒนธรรมหลงซาน​ ยุคเทาซี่
陶寺 4,300​ -​3,900​ ปีก่อน​
(2300 ปีก่อนคริสตกาลถึง 1900 ปีก่อนคริสตกาล)
มีการก่อสร้างกำแพงดินอัดขนาดมหึมา​ระหว่าง​ 4,100 ถึง 4,000 ปีก่อน​ มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าและมีพื้นที่ภายใน 280 เฮกตาร์
กำแพงดินอัดภายในแบ่งแยกพื้นที่อยู่อาศัยและพิธีกรรมของชนชั้นสูงออกจากพื้นที่อยู่อาศัยของสามัญชน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาสังคมที่มีการแบ่งชั้น
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
แหวนบรอนซ์ (สำริด) คล้ายเฟือง มีปุ่มนูน 陶寺 วัฒนธรรมหลงซาน ยุคเทาซี่ 陶寺 4,300 -3,900 ปีก่อน (2300 ปีก่อนคริสตกาลถึง 1900 ปีก่อนคริสตกาล)
ปิ่นปักผมทำจากหินเทอร์ควอยซ์ยุคเทาซี 陶寺 4,300 -3,900 ปีก่อน (2300 ปีก่อนคริสตกาลถึง 1900 ปีก่อนคริสตกาล)
ขวานหยก 陶寺 4,100 ถึง 4,000 ปีก่อน
璧 หยกรูปวงกลม เจาะรู วัฒนธรรมหลงซาน ยุคเทาซี่ 陶寺 4,300 -3,900 ปีก่อน (2300 ปีก่อนคริสตกาลถึง 1900 ปีก่อนคริสตกาล)
การจารึกยุควัฒนธรรมหลงซานตอนปลาย (ประมาณ 4,200 - 4,350 ปีมาแล้ว)
เรียกว่า "Dinggong Pottery Inscription" แหล่งโบราณคดีติงกง (Dinggong) ในอำเภอโจวผิง มณฑลซานตง​ ประเทศจีน​
เป็นกลุ่มตัวอักษรที่เขียนต่อเนื่องกัน หรือ​การสลักสัญลักษณ์ลงบนกระดูกสัตว์และเครื่องปั้นดินเผาในยุคหลงซานที่เริ่มดูคล้ายอักษรจีนโบราณมากขึ้น
และพบเซรามิก​รูปทรงภาชนะสามขา (Tripod)
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
วัฒนธรรมหลงซานตอนปลาย (ประมาณ 4,200 - 4,350 ปีมาแล้ว) การเขียนเป็นประโยค: ในชิ้นส่วนนี้พบตัวอักษรทั้งหมด 11 ตัว จัดเรียงเป็น 5 แถว (จากขวาไปซ้าย ตามแบบแผนอักษรจีนโบราณ) การเขียนอักษรที่ต่อเนื่องกัน บ่งชี้ว่ามนุษย์ในยุคนั้นเริ่มมี "ระบบไวยากรณ์" หรือการสื่อสารที่เป็นเรื่องราวแล้ว​ ลายเส้นมีลักษณะตวัดโค้งและมีความเป็น "ลายมือเขียน" (Cursive-like) มากกว่าการสลักรูปภาพนิ่งๆ
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
วัฒนธรรมหลงซานตอนปลาย (ประมาณ 4,200 - 4,350 ปีมาแล้ว) การเขียนเป็นประโยค: ในชิ้นส่วนนี้พบตัวอักษรทั้งหมด 11 ตัว จัดเรียงเป็น 5 แถว (จากขวาไปซ้าย ตามแบบแผนอักษรจีนโบราณ) อาจเป็นบรรพบุรุษของอักษรบนกระดูกสัตว์ (Oracle Bone Script) ราชวงศ์​ชาง
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
วัฒนธรรมหลงซานตอนปลาย (ประมาณ 4,200 - 4,350 ปีมาแล้ว) อาจเป็นระบบการเขียนของเผ่าพันธุ์ "ตงอี๋" (Dongyi)
เพราะ​มีการเขียน​ที่แตกต่างจากอักษรเทาซี่ วัฒนธรรมหลงซาน​ ยุคเทาซี่ 陶寺 4,300​ -​3,900​ ปีก่อน​
(2300 ปีก่อนคริสตกาลถึง 1900 ปีก่อนคริสตกาล)ในสายลุ่มแม่น้ำฮวงโหตอนกลาง
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
ชาว​ "ตงอี๋" (Dongyi - 东夷) ครอบครองพื้นที่ชายฝั่งตะวันออก (มณฑลซานตง, เจียงซู, อันฮุย) ได้สร้าง​ "พิธีกรรม" (Li - 礼) : วัฒนธรรมการกินดื่มและมารยาท​ ได้ผสมผสานกับชาวฮวาเซี่ย​ [เหยียน-หวง]​ กลายเป็น "ชาวฮั่น" ในปัจจุบัน
# (ตง = ตะวันออก,
อี๋ = คนที่ใช้ธนู) ชาวตงอี๋เชี่ยวชาญการใช้ธนูไม้พะยูงขนาดใหญ่​ บุคคลสำคัญของ​ชาว"ตงอี๋" (Dongyi - 东夷) "ไท่ฮ่าว" (Taihao)
"เส้าฮ่าว" (Shaohao)
"โฮ่วยี่" (Hou Yi) นักยิงธนูผู้ยิงดวงอาทิตย์ตก 9 ดวง
ชาวตงอี๋บูชานก [หงส์​] เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ (Totem)
ตำนานสงครามยุทธการที่จัวลู่ (Battle of Zhuolu) ระหว่าง จักรพรรดิเหลือง (Huang Di) วัฒนธรรม "ฮวาเซี่ย" (Huaxia) จากลุ่มแม่น้ำฮวงโหตอนกลาง ผู้ประดิษฐ์​ "รถชี้เข็มทิศ" (South-Pointing Chariot) และผ้าไหม​ วัฒนธรรมหยางเสา (Yangshao Culture) ปะทะ ชือโหยว (Chiyou) ผู้นำแห่งเผ่า"ตงอี๋" (หรือจิ่วหลี) (หรือพันธมิตรเก้าอี๋ - Jiu Li มีพี่น้อง 81 คน ทุกคนหัวเป็นทองแดง หน้าผากเป็นเหล็ก) (การหลอมสำริด​ และการใช้เหล็ก) วัฒนธรรมต้าเวิ่นโข่ว/หลงซาน (Dawenkou/Longshan)
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ
วัฒนธรรมต้าเวิ่นโข่ว/หลงซาน (Dawenkou/Longshan)
ชือโหยว​ ผู้นำการปฏิวัติอุตสาหกรรมโลหะของจีน​ อาวุธสำริดยุคแรก​ เช่น​
มีด​ กริชสำริด (Early Bronze Knives)
หัวลูกศรสำริด (Bronze Arrowheads)
ขวานจักร (Bronze Yue Axe)
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
วัฒนธรรมเยว่จือ (Yuezhi Culture) ชาวตงอี๋
ได้พัฒนา​ต่อเนื่องมาถึงยุค ราชวงศ์ซาง-โจว ในซานตง
มีการสร้าง​แผ่นเกราะสำริด (Bronze Lamellae)เป็นแผ่นสำริดขนาดเล็ก สี่เหลี่ยมผืนผ้า มีรูสำหรับร้อยเชือกหนังเข้าด้วยกัน (Lamellar Armor)
จะถูกนำมาเย็บติดบนเสื้อหนัง เพื่อป้องกันหน้าอกและหัวไหล่
เครื่องป้องกันใบหน้าและศีรษะ (Bronze Masks & Helmets)
หมวกเกราะ: หมวกเกราะสำริดทรงสูงและมีลวดลาย "นก" หรือ "เมฆ"
แผ่นประดับเกราะ (Bronze Bosses): พบแผ่นสำริดวงกลมที่มีความนูน​ ในพื้นที่ซานตง
หลักฐาน​สำริดเหล่านี้​
ช่วยสนับสนุนตำนานที่ว่า "นักรบของชือโหยวมีร่างกายเป็นทองแดงเหล็ก" ซึ่งน่าจะหมายถึงการสวมใส่ชุดเกราะโลหะ
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
รัฐฉี (Qi) ราชวงศ์​โจว​ ประเทศ​จีน​ มีการใช้ เตาพ่นลม (Blast Furnace) เพื่อหลอมเหล็กหล่อ (Cast Iron) และการทำ เหล็กเหนียว (Wrought Iron) ซึ่งก้าวหน้าที่สุดในโลก​
รัฐฉี (Qi) ราชวงศ์​โจว​ ประเทศ​จีน​ เปลี่ยนกองทัพจากรถศึก (Chariots) มาเป็น กองทหารราบเกราะหนัก ที่สวมชุดเกราะเหล็กทั้งตัว
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
"เกล็ดเหล็ก" จำนวนมากในสุสานขุนนางรัฐฉี ราชวงศ์​โจว​ ประเทศ​จีน​ มีการขุดพบหมวกเหล็กที่ทำจากแผ่นเหล็กเล็กๆ ร้อยต่อกันมากกว่า 80 ชิ้นในเขตซานตง​ สอดคล้อง​กับตำนาน​ บรรพบุรุษ ตงอี๋ (ตำนานกล่าว​ว่า​ ชือโหยวมีหน้าผากเป็นเหล็ก​ : การใช้เหล็ก​ของกษัตริย์​ซือ​โ​หยว​ ในประเทศ​จีน​ และการค้นพบ​เข็มทิศ​ของจักรพรรดิเหลือง​ ในประเทศ​จีน​)
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
รัฐฉี (Qi) ราชวงศ์​โจว​ ประเทศ​จีน​ ครอบครองพื้นที่ซานตง (ถิ่นเดิมของชาวตงอี๋) ได้กลายเป็นศูนย์กลางการผลิต เกราะเหล็ก​ (Iron Armor) ตีแผ่นเหล็กขนาดเล็กให้บางแต่แข็งแกร่ง แล้วเจาะรูร้อยเข้าด้วยกันด้วยเชือกหนังหรือด้ายไหม​ เกราะเหล็กแบบนี้มีความยืดหยุ่นสูง ช่วยให้ทหารเคลื่อนที่ได้คล่องตัวกว่าเกราะสำริดที่หนักและเปราะกว่า อีกทั้งเหล็กยังทนทานต่อการกระแทกและคมดาบได้ดีกว่า
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
วัฒนธรรมหลงซาน​ ยุคเทาซี่
陶寺 4,300​ -​3,900​ ปีก่อน​
(2300 ปีก่อนคริสตกาลถึง 1900 ปีก่อนคริสตกาล) มีการ​สร้าง​หอดู​ดาว​ เพื่อสังเกตและจัดทำปฏิทิน​ ฐานรูปครึ่งวงกลมสมัยเทาซีตอนกลางอยู่ติดกับกำแพงด้านใต้ของบริเวณเทาซีตอนกลาง​ และ​แท่นดินอัดรูปครึ่งวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 60 เมตร แท่นมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 42 เมตร และมีพื้นที่มากกว่า 1,000 ตารางเมตร
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
หอดู​ดาว​เทาซี่​ 陶寺 4,300​ -​3,900​ ปีก่อน​
(2300 ปีก่อนคริสตกาลถึง 1900 ปีก่อนคริสตกาล) ใช้สังเกตและจัดทำปฏิทิน​ ฐานรูปครึ่งวงกลมสมัยเทาซี​ เสา​ 13​ ต้น
คั่นด้วยช่องว่างแนวตั้งขนาดเล็กที่ไม่สม่ำเสมอ กำแพงหรือแนวเสานี้เชื่อมต่อกับตำแหน่งศูนย์กลาง
สามารถสังเกตการณ์ได้โดยการมองผ่านช่องว่าง เมื่อยืนอยู่ตรงกลางแท่นบูชา​ อาจเป็นแรงบันดาลใจ​ให้เกิด​ หอคอยทั้งสิบสามแห่งของชานกิลโลอาจเป็นหอดูดาวที่เก่าแก่ที่สุด​ 2,300​ ปีก่อน​
[ศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสต์ศักราช]​ ใน​ เปรู​ ทวีปอเมริกา
แหล่ง​โบราณคดี​ เทาซี่​ 陶寺 4,300​ -​3,900​ ปีก่อน​
(2300 ปีก่อนคริสตกาลถึง 1900 ปีก่อนคริสตกาล) พบแท่งวัดแสงอาทิตย์​ ที่เก่าแก่​ที่สุด​ใน​จีน​ เพื่อกำหนดการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล และเพื่อกำหนดทิศทางตำแหน่ง รวมถึงละติจูดทางภูมิศาสตร์ ชาวจีนโบราณใช้การวัดเงาเพื่อสร้างปฏิทิน​ สืบทอด​กัน​มา​สองพันปี​ แท่งวัดแสงถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศจีน​ ราชวงศ์​ฮั่น​ 2,200​ ปีก่อน​ [ศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล]
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
ชาวจีน​ ก่อนสมัยราชวงศ์​โจว​[ราชวงศ์​ชาง]​ ชาวโจวใช้การวัดเงาเพื่อสร้างปฏิทิน​ มีการกล่าวถึงในตำราโบราณหลายเล่มในสมัยโจว บรรพบุรุษชาวโจว​เคยอยู่ดินแดน​ที่ห่างไกลของกษัตริย์เหวิน​ แห่งราชวงศ์โจว​ เคยใช้การวัดความยาวเงาของแท่งวัดแสงเพื่อกำหนดทิศทาง​ เมื่อ​ 3,400​ ปีก่อน​
[ศตวรรษที่ 14 ก่อนคริสตกาล]
ดังนั้น​ ชาวโจว​ อาจเป็นลูกหลาน​ของ​ ชาว​เทาซี่ 陶寺
และเป็นผู้สืบทอดวัฒนธรรมหลงซาน
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
สุสานที่แหล่งโบราณคดีวัฒนธรรมหลงซาน​ ยุคเทาซี่
陶寺 4,300​ -​3,900​ ปีก่อน​
(2300 ปีก่อนคริสตกาลถึง 1900 ปีก่อนคริสตกาล) มีการค้นพบวัตถุทองแดงที่มีลักษณะคล้ายเฟือง
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
วัตถุทองแดงที่มีลักษณะคล้ายเฟืองวัฒนธรรมหลงซาน ยุคเทาซี่ 陶寺 4,300 -3,900 ปีก่อน (2300 ปีก่อนคริสตกาลถึง 1900 ปีก่อนคริสตกาล)
ปฏิทินผสมจันทรคติ-สุริยคติ โดยมีเดือนที่สิบสามแทรกอยู่ในวงกลมปีปกติ​ สามารถ​วัดเดือนจันทรคติ และ​สามารถวัดปีสุริยคติ​ 366 วันต่อปีพร้อมเดือนอธิกมาสอย่างเป็นระบบ​ ตำแหน่งของพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก และดวงดาวที่ขึ้นสูงสุด
ดังนั้น​ "ดาราศาสตร์ปฏิทินเป็นแรงผลักดันให้เกิดการประดิษฐ์การเขียนในประเทศจีน"
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
หอคอยทั้งสิบสามแห่งของชานกิลโลอาจเป็นหอดูดาวที่เก่าแก่ที่สุด​ 2,300​ ปีก่อน​
[ศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสต์ศักราช]​ ใน​ เปรู​ ทวีปอเมริกา ในวันเหมายัน ดวงอาทิตย์จะขึ้นด้านหลังหอคอยซ้ายสุดของชานกิลโล และขึ้นด้านหลังหอคอยแต่ละแห่งจนกระทั่งถึงหอคอยขวาสุดในอีกหกเดือนต่อมาในวันครีษมายัน
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
หอคอยทั้งสิบสามแห่งของชานกิลโล อาจเป็นหอดูดาวที่เก่าแก่ที่สุดที่รู้จักในทวีปอเมริกา ศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสต์ศักราช
วัฒนธรรมหลงซาน​ ยุคเทาซี่
陶寺 4,300​ -​3,900​ ปีก่อน​
(2300 ปีก่อนคริสตกาลถึง 1900 ปีก่อนคริสตกาล) ค้นพบ​เครื่อง​ดนตรี​ระฆังทองแดง เครื่องดนตรีที่ทำจากไม้และหนังจระเข้
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบ​เรีย​งและ​ตีความ​
ระฆังสำริด 陶寺 4,300 -3,900 ปีก่อน (2300 ปีก่อนคริสตกาลถึง 1900 ปีก่อนคริสตกาล)
ระฆังหิน 陶寺 4,300 -3,900 ปีก่อน (2300 ปีก่อนคริสตกาลถึง 1900 ปีก่อนคริสตกาล)
กลองดินเผา ยุคเทาซี 陶寺 4,300 -3,900 ปีก่อน (2300 ปีก่อนคริสตกาลถึง 1900 ปีก่อนคริสตกาล)
พิณปาก 陶寺 4,000 ปีที่แล้ว [2,000 ปีก่อนคริสตกาล] มณฑลชานซี ประเทศจีน ( kouxian ) จาก แหล่ง โบราณคดีเถาซี
เชิงอรรถ
[ 1 ] ดีเอ็นเอโบราณเผยชิ้นส่วนสำคัญที่หายไปของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ—สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งประเทศจีน
[ 2 ] จีโนมมนุษย์โบราณเผยให้เห็นแง่มุมใหม่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเอเชียตะวันออก
[ 3 ] การสร้างประวัติศาสตร์ทางพันธุกรรมของประชากรไซบีเรียและยุโรปตะวันออกเฉียงเหนือขึ้นใหม่
[ 4 ] การคัดเลือกโดยสภาพแวดล้อมในช่วงยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย มีผลต่อการถ่ายทอดวิตามินดีและกรดไขมันจากแม่สู่ลูกผ่านทางน้ำนมแม่
[ 5 ] Liji : Li Yun - โครงการข้อความภาษาจีน
[ 6 ] การแพร่กระจายของการเกษตรข้าวฟ่างจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนไปยังตะวันออกไกลของรัสเซีย: การบูรณาการโบราณคดี พันธุศาสตร์ และภาษาศาสตร์
[ 7 ] การเพาะเลี้ยงปลาคาร์พในยุคหินใหม่ของจีนมีมานานกว่า 8,000 ปีแล้ว
[ 8 ] การใช้ข้าวฟ่างในยุคแรกในภาคเหนือของจีน
อ่านบทความ​เพิ่มเติม...
เปรียบ​เทียบยุคหิน​เก่าของ​จีน​-กลางของจีน-ใหม่ของจีน-วัฒนธรรมจีน​-อารยธรรม​จีน​ vs​ แอฟริกา​ และ​ตะวันตก​ กำเนิด​มนุษย์​​ในประเทศ​จีน ​2.4​ ล้านปี​ vs​ แอฟริกา​ ยุคหิน​ของจีน​ vs​ ตะวันตก​​ ดินแดน​中国, ชาว汉族
ฉินซีฮ่องเต้ทรงจัดตั้ง​ระบบเมืองและมณฑล​ ครั้ง​แรกของ​โลก​ เมื่อ​ 221 ก่อนคริสตกาล
เมื่อ 221 ปีก่อนคริสต์ศักราช​ ในรัชสมัย​ของฉินซีฮ่องเต้​ ทรงจัดตั้ง​ระบบเมืองและมณฑล​ (郡縣制 ระบบเขตปกครอง - จวิ้นเซี่ยนจื้อ)
ครั้ง​แรกของ​โลก​ เป็นระบบรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางที่นำมาใช้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก​ และ​ประเทศ​จีน​
รถกลไกเฟืองทดกำลัง &​หน้าไม้ยิงซ้ำ​อายุ​ 1,761ปี​เครื่องบินกลไก&ใบพัด​ ไม้แกะสลักบินจีน 1,900​ ปี
ยานพาหนะโบราณของจีนที่ใช้หลักการของกลไกเฟืองทดกำลังเพื่อระบุทิศทาง โดยใช้การบังคับเลี้ยวแบบเฟืองทดกำลังของล้อเพื่อขับเคลื่อนระบบเฟือง ทำให้รูปทรงไม้ชี้ไปในทิศทางที่กำหนดและไม่เกี่ยวข้องกับสนามแม่เหล็กโลก​ ไม่ว่ารถม้าจะพลิกคว่ำอย่างไร รูปปั้นไม้บนรถม้าก็ยังคงชี้ไปทางทิศใต้เสมอ คิดค้นโดยหม่าจุน​ "ถ้าไม่มีมาตรฐานน้ำหนักที่แน่นอน คุณจะสร้างแบบจำลองได้อย่างไร" หม่าจุนกล่าว
อุตสาหกรรม จำเป็นต้องมีสามสิ่ง ได้แก่ วัตถุดิบ แรงงาน และตลาดต่างประเทศ​ เช่น​ อุตสาหกรรม​การ​ทองเที่ยว​
ประเทศ​จีน​ มีตลาดต่างประเทศ​ตั้งแต่​สมัย​ราชวงศ์​ซาง​ พบเบี้ยเปลือกหอย​จากอินเดีย​ใต้​ และสมัย​ราชวงศ์​ฮั่น​
ผ่านการค้าผ้าไหม​ และเครื่อง​เซรามิก​จีน​ ได้ส่งออกไปประเทศ​ต่าง​ ๆ​ ผ่านเส้นทาง​สายไหมทางบกและทะเล​
ประเทศ​จีนมีวัตถุดิบภายในประเทศ​ คือ​ หนอนไหม​ ซึ่ง​มีหลักฐาน​เป็นหยกแกะสลัก​รูปหนอน​ไห​มกำลัง​ชักใย​ เมื่อ​ ​5,300​ ปีก่อน
ประเทศ​จีน​ มีแรงงาน​จำนวน​มากที่สุดแห่ง​หนึ่ง​ของ​โลก​
เมืองหลวง​ 6,000​ ปี​ ของจีน​ [โต่วซาน]​ ​​​สร้างก่อนเมืองอูรุก​ อิรักและเมืองเมมฟิส​ อียิปต์​
อักษรโบราณของชาว Dongyi 東夷 ประเทศ​จีน​ [เป็นบรรพบุรุษ​ของ​ชาว ชาวอี๋​ Yi​ และ​ชาวฮั่น]​ เกิดก่อนและร่วมยุคสมัย​เดียวกับ​ อักษรของชาวสุเมเรียน อักษร​อียิปต์
และอักษรโบราณของชาว Dongyi 東夷 ประเทศ​จีน​ อาจเป็นต้นกำเนิดของอักษรพยางค์ไบลอส​ อักษรฟีนิเชียน​ อักษรกรีก​ และอักษรละติน
ข้อสันนิษฐาน​ใหม่ อักษรโบราณของชาว Dongyi 東夷 ประเทศ​จีน​ อาจเป็น "ต้นกำเนิดของอักษรละติน"
มัมมี่จีนอายุ 12,000-4,000 ปี ซึ่งเก่าแก่กว่ามัมมี่อินคา 7,000 ปี และมัมมี่อียิปต์​ 4,500​ปี​ก่อน
มัมมี่จีน​อายุมากกว่า 10,000 ปี การรมควันความร้อนอุณหภูมิต่ำแบบอบแห้ง
มัมมี่​มณฑล​ กวางซี Guangxi ในเมือง​หลี่อวี้พัว Liyupo กับเมืองฮุ่ยเย่าเทียน Huiyaotian
เผยให้เห็นเทคนิคการถนอมศพแบบ "การรมควันด้วยอุณหภูมิ​ต่ำและควัน" ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก​ ตรวจสอบโดยวิธีสเปกโทรสโกปีอินฟราเรดแบบฟูริเยร์ทรานส์ฟอร์ม​ [FTIR (Fourier Transform Infrared Spectroscopy)]
อ่านต่อเพิ่มเติม...
ลิงไพร​เมต​ อะคิลลีส​ 55​ ล้าน​ปี​ ณ​ หมู่บ้านหลงหวางจิง เมืองหวังเจียเฉียว เมืองซงจื่อ มณฑลหูเป่ย​ ประเทศ​จีน​ เก่าแก่​สุดในโลก
ดังนั้น​ลิงไพรเมตในประเทศ​จีน
และ​ยูเรเซีย ค่อยๆ หายไป
ขณะเดียวกัน ลิงอะคิลลีส เมืองจิงโจวมณฑลหูเป่ย ประเทศจีน เมื่อ 55 ล้านปีก่อน ที่เหลือรอดได้ พัฒนาคู่ขนานเป็นโฮโมอิเร็กตัส มนุษย์ฮัวหลงตง และมนุษย์ปัจจุบันยุคต้น Jinniushan จินหนิวซาน เมื่อ 260,000 - 280,000 ปีก่อน และมนุษย์เดนิโซวาน
ที่มา Baidu Baike
#นฤพนธ์ เพ็งอ้น
แปลเรียบเรียงและตีความ
โฆษณา