Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Doctor Near you (หมอใกล้คุณ)
•
ติดตาม
17 พ.ค. เวลา 03:10 • สุขภาพ
โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ (Hypertrophic Cardiomyopathy หรือ HCM)
เป็นภาวะที่หลายคนมักได้ยินจากข่าวเมื่อเกิดเหตุการณ์นักกีฬาวัยรุ่นหัวใจวายเฉียบพลันในสนาม แม้จะฟังดูน่ากลัว แต่หากเราเข้าใจและตรวจพบได้เร็ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ
🫀HCM คืออะไร และเกิดจากสาเหตุใด?
HCM คือภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจ (มักเป็นที่ห้องล่างซ้ายและผนังกั้นห้องหัวใจ) "หนาตัวขึ้นผิดปกติ" ความหนานี้ทำให้ช่องว่างในหัวใจเล็กลง หัวใจจึงคลายตัวรับเลือดได้น้อยลง และในบางราย กล้ามเนื้อที่หนาอาจไปขวางทางออกของเลือด ทำให้หัวใจต้องออกแรงบีบตัวหนักขึ้น
🧬Genetic : เกือบ 60-70% ของผู้ป่วย เกิดจากกรรมพันธุ์ ผ่านการกลายพันธุ์ของยีนที่สร้างกล้ามเนื้อหัวใจ เป็นการถ่ายทอดแบบยีนเด่น (Autosomal Dominant) หมายความว่า หากพ่อหรือแม่เป็น ลูกมีโอกาสได้รับยีนนี้ 50%
📊 Sporadic (เกิดขึ้นเอง): พบได้บ้างแต่น้อยกว่ามาก โดยไม่พบประวัติในครอบครัวเลย
👨⚕️ พบได้บ่อยแค่ไหน และมักเจอในสถานการณ์ใด?
HCM ไม่ใช่โรคหายากอย่างที่คิด สถิติพบว่า 1 ใน 500 คน มีภาวะนี้ (บางการศึกษาใหม่ๆ ชี้ว่าอาจเจอบ่อยถึง 1 ใน 200 คน) แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวเพราะไม่มีอาการ
• โอกาสพบจากการตรวจสุขภาพ (Check-up): หากตรวจแค่ฟังเสียงหัวใจและคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ทั่วไป อาจตรวจเจอความผิดปกติได้ระดับหนึ่ง
มักถูกตรวจพบเจอจาก 3 สถานการณ์นี้
1 แพทย์ได้ยินเสียง "ฟู่" (Murmur): ระหว่างการตรวจร่างกายทั่วไป หรือก่อนเกณฑ์ทหาร/ก่อนลงแข่งกีฬา
2 มีคนในครอบครัวสายตรงถูกวินิจฉัยว่าเป็น: จึงนำไปสู่การพาญาติพี่น้องมาตรวจคัดกรอง (Family screening)
3 มีอาการผิดปกติ: เช่น หน้ามืด เป็นลมโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงมาพบแพทย์
⚠️ สัญญาณเตือนและภาวะแทรกซ้อน
ในคนทั่วไป หากมีอาการเหล่านี้ โดยเฉพาะ "เวลาออกแรงหรือออกกำลังกาย" ควรสงสัยและไปพบแพทย์
●
เหนื่อยหอบง่ายกว่าปกติ
●
เจ็บแน่นหน้าอก
●
ใจสั่น หัวใจเต้นเร็วหรือสะดุด
●
หน้ามืด วูบ หรือหมดสติ (Syncope) อันนี้คือสัญญาณเตือนสำคัญที่ห้ามมองข้าม
🩺 ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัย
หากสงสัย แพทย์จะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้
1 ซักประวัติและตรวจร่างกาย: เน้นประวัติครอบครัว (มีคนไหลตายหรือหัวใจวายอายุน้อยหรือไม่) และฟังเสียงหัวใจ
2 คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG/EKG): ตรวจดูจังหวะและร่องรอยของกล้ามเนื้อหัวใจที่หนาตัว (ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมี ECG ผิดปกติ)
3 อัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiogram): นี่คือ "มาตรฐานทองคำ (Gold Standard)" ในการวินิจฉัย เพราะสามารถเห็นความหนาของผนังหัวใจ และประเมินว่ามีการอุดกั้นทางเดินเลือดหรือไม่ได้อย่างชัดเจน
4 การตรวจเพิ่มเติม (เฉพาะเจาะจง)
• Holter Monitor: ติดเครื่องบันทึกคลื่นหัวใจ 24-48 ชั่วโมง เพื่อหาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ซ่อนอยู่
• Cardiac MRI: ดูรายละเอียดของกล้ามเนื้อและพังผืด (Fibrosis) เพื่อประเมินความเสี่ยง
• การตรวจยีน (Genetic Testing): เพื่อยืนยันยีนก่อโรค และใช้ประโยชน์ในการตรวจคัดกรองคนอื่นๆ ในครอบครัว
🏥 แนวทางการดูแลและรักษาในปัจจุบัน
เป้าหมายการรักษาไม่ใช่การทำให้หัวใจกลับมาบางเหมือนเดิม (เว้นแต่ผ่าตัด) แต่คือการลดอาการและป้องกันการเสียชีวิตเฉียบพลัน
■
การปรับพฤติกรรม: แนะนำให้หลีกเลี่ยงกีฬาที่มีการแข่งขันสูงหรือใช้แรงกระชาก (Competitive sports) ดื่มน้ำให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงอากาศร้อนจัด
■
การใช้ยา: ยาหลักคือกลุ่มลดการบีบตัวของหัวใจ เช่น Beta-blockers หรือ Calcium channel blockers (cardio-selective) เพื่อให้หัวใจคลายตัวรับเลือดได้ดีขึ้น (ปัจจุบันมียากลุ่มใหม่ที่เจาะจงกับโรคนี้โดยตรง เช่น Mavacamten เริ่มมีการนำมาใช้แล้วในต่างประเทศและไทย)
■
การหัตถการและศัลยกรรม (สำหรับรายที่อาการหนักและมีเลือดออกตีบตัน)
• ผ่าตัด (Septal Myectomy): ผ่าตัดเฉือนกล้ามเนื้อหัวใจส่วนที่หนาและขวางทางเลือดออก
• ฉีดแอลกอฮอล์ (Alcohol Septal Ablation): สอดสายสวนไปฉีดแอลกอฮอล์ให้กล้ามเนื้อที่หนาฝ่อลง
■
การใส่เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจ (ICD): สำหรับผู้ป่วยที่แพทย์ประเมินแล้วว่า "มีความเสี่ยงสูง" ที่จะเกิดหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน เครื่องจะคอยจับจังหวะและช็อกไฟฟ้าช่วยชีวิตได้ทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน
ข้อแนะนำสำคัญ: หากคุณมีญาติสายตรง (พ่อ แม่ พี่ น้อง) ที่เป็นโรคนี้ หรือมีประวัติคนในบ้านเสียชีวิตกะทันหันก่อนวัย 50 ปีโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรไปพบอายุรแพทย์โรคหัวใจเพื่อทำ Echocardiogram คัดกรอง แม้จะยังไม่มีอาการก็ตาม
รายละเอียดสำหรับแพทย์ (Knowledge review)
📝 เกณฑ์การวินิจฉัย (Diagnostic Criteria)
การวินิจฉัยอาศัยภาพถ่ายรังสีวิทยาเป็นหลัก ทั้งจาก Echocardiography หรือ Cardiovascular Magnetic Resonance (CMR) โดยอ้างอิงตามแนวทางของ AHA/ACC หรือ ESC
■
Adults (Sporadic cases): ความหนาของผนังหัวใจห้องล่างซ้าย (LV wall thickness) มากกว่า 15 mm ในบริเวณใดบริเวณหนึ่ง (มักพบที่ Asymmetrical basal septal hypertrophy)
■
Familial หรือ Genotype-positive: ความหนาของผนังหัวใจ มากกว่า 13-14 mm ในผู้ป่วยที่เป็นญาติสายตรง (First-degree relative) ของผู้ป่วย HCM หรือผู้ที่ตรวจพบยีนก่อโรค
■
Children: ความหนาของผนังหัวใจมีค่า z-score >2.5
Diagnostic Pearl : ต้องระวังกลุ่มโรค Phenocopies ที่ทำให้เกิด LVH คล้าย HCM เช่น Fabry disease, Cardiac amyloidosis (AL หรือ ATTR), และ Danon disease ซึ่ง CMR ร่วมกับการดู Late Gadolinium Enhancement (LGE) จะช่วยแยกโรคเหล่านี้ได้ชัดเจน
⚙️ พยาธิสรีรวิทยาและพันธุศาสตร์ (Pathophysio / Genetic)
Genetics 🧬
●
ถ่ายทอดแบบ Autosomal Dominant โดยเกิดจากการกลายพันธุ์ในยีนที่ควบคุมการสร้าง Sarcomere proteins ยีนที่พบการกลายพันธุ์บ่อยที่สุดคือ MYBPC3 (Myosin-binding protein C) และ MYH7 (beta-myosin heavy chain)
Hemodynamics problem ❤️🩹
●
Hypercontractility & Diastolic Dysfunction: หัวใจบีบตัวแรงขึ้นแต่ความสามารถในการคลายตัวเสียไป (Impaired relaxation) ทำให้ LVEDP สูงขึ้น นำไปสู่ Heart Failure with preserved EF (HFpEF)
●
Dynamic LVOT Obstruction (LVOTO): พบในผู้ป่วยประมาณ 70% เกิดจากผนัง Septum ที่หนาตัวประกอบกับภาวะ Systolic Anterior Motion (SAM) ของ Mitral valve (ใบลิ้นหัวใจถูกดูดเข้าไปขวางทางออกของเลือดจาก Venturi effect) ทำให้เกิด LVOT gradient สูงขึ้นและมี Mitral regurgitation ตามมา
●
Myocardial Ischemia & Fibrosis: กล้ามเนื้อที่หนาตัวจะทำให้ Microvascular dysfunction เกิด Ischemia ระดับเซลล์ และเกิด Fibrosis ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของ Ventricular tachyarrhythmias
🫀Morphological Heterogeneity (ลักษณะการหนาตัว)
●
Asymmetrical Septal Hypertrophy (~70-75%): พบบ่อยที่สุด มักหนาที่ Basal interventricular septum (Septal-to-posterior wall thickness ratio >1.3) เป็นสาเหตุหลักของ HOCM
●
Apical Hypertrophy (~10-20%): พบมากในประชากรเอเชีย (รวมถึงไทย) การหนาตัวจำกัดอยู่แค่ส่วนปลาย (Apex) ของ LV ; ลักษณะเฉพาะใน EKG คือมี Giant negative T-wave ใน V4-V6 และ Echo/MRI จะเห็น LV cavity เป็นรูปโพดำ (Spade-like appearance) พยากรณ์โรคโดยรวมค่อนข้างดี
●
Concentric Hypertrophy (~5%): ผนังหัวใจหนาตัวเท่ากันทุกด้าน (ต้องระวังกลุ่ม Phenocopies เช่น Cardiac Amyloidosis หรือ Fabry disease)
●
Mid-ventricular Hypertrophy (< 5%): หนาตรงกลางห้องหัวใจ มักทำให้เกิด Mid-cavitary obstruction / Mid-cavity gradient และมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิด Apical aneurysm ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิด Thrombus และ Arrhythmia
🩸Hemodynamic Heterogeneity
●
Obstructive HCM (HOCM): ประมาณ 70% ของผู้ป่วยมี LVOT gradient > 30 mmHg (โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่มี Resting obstruction 1/3 และกลุ่ม Provocable obstruction 1/3 ซึ่งต้องอาศัย Valsalva maneuver หรือ Exercise stress echo เพื่อกระตุ้นให้เกิด)
●
Non-obstructive HCM: ประมาณ 30% ไม่มีภาวะอุดกั้นทางเดินเลือดเลยแม้จะพยายามกระตุ้นแล้วก็ตาม
⚡️EKG finding
ลักษณะ EKG ในผู้ป่วย Hypertrophic Cardiomyopathy (HCM) มีความหลากหลายสูงมาก แต่มี Pattern เฉพาะที่สามารถใช้คาดเดา Morphology (ตำแหน่งที่หนาตัว) ได้ค่อนข้างแม่นยำ โดยทั่วไปผู้ป่วย HCM กว่า 75-90% จะมี EKG ที่ผิดปกติ แม้จะยังไม่มีอาการก็ตาม
1️⃣Asymmetric Septal Hypertrophy (ASH)
รูปแบบนี้พบบ่อยที่สุด (หนาที่ Basal interventricular septum) และมักสัมพันธ์กับ EKG pattern ที่ชวนสับสนกับกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Pseudoinfarction pattern)
• ลักษณะ EKG ที่เด่นชัด: "Dagger-like" Q waves (Q wave ที่ลึกและแคบ)
• ตำแหน่ง Leads: มักพบใน Lateral leads (I, aVL, V5-V6) และ Inferior leads (II, III, aVF)
กลไกทางสรีรวิทยา (Mechanism): ในภาวะปกติ Septum จะถูกกระตุ้น (Depolarization) จากซ้ายไปขวา แต่เมื่อ Septum หนาตัวขึ้นอย่างมหาศาล เวกเตอร์ของไฟฟ้าที่วิ่งจากซ้ายไปขวา (หนีออกจาก Lateral leads) จึงมีขนาดใหญ่มาก ทำให้เกิด initial negative deflection (Q wave) ที่ลึกผิดปกติ
จุดแยกโรคจาก Myocardial Infarction: Q wave ใน HCM มักจะลึกแต่ "แคบ" (กว้าง < 40 ms) ต่างจาก pathological Q wave ของ MI ที่มักจะกว้างและบาก (Notched)
2️⃣ Apical HCM (Yamaguchi Syndrome)
รูปแบบที่มี EKG คลาสสิกที่สุดและใช้ในการสงสัยโรคนี้ได้ทันที
• ลักษณะ EKG ที่เด่นชัด: Giant negative T waves (T wave หัวกลับที่ลึกมาก ปกติจะลึก > 10 mm) ร่วมกับมี High QRS voltage
• ตำแหน่ง Leads: Precordial leads โดยเฉพาะ V3-V6 (บางครั้งพบใน I, aVL ด้วย)
กลไกทางสรีรวิทยา: เกิดจากการหนาตัวที่ปลาย Apex ทำให้การ Repolarization ของหัวใจห้องล่างผิดปกติอย่างรุนแรงและเกิดเป็นเวกเตอร์ที่พุ่งหนี precordial leads
ภาพวินิจฉัยร่วม: หากนำผู้ป่วยกลุ่มนี้ไปทำ Echocardiogram หรือ Cardiac MRI ในจังหวะ End-diastole จะเห็นช่องว่างของ LV (Cavity) เป็นรูปโพดำ (Spade-like appearance)
3️⃣ Concentric HCM และกลุ่ม Phenocopies
กลุ่มนี้การหนาตัวจะกระจายเท่าๆ กันทั่ว LV (Concentric hypertrophy)
●
True Sarcomeric Concentric HCM: มักพบ Left Ventricular Hypertrophy (LVH) criteria บน EKG ที่พุ่งสูงมาก (เช่น Sokolow-Lyon หรือ Cornell voltage ที่บวกกันได้ตัวเลขสูงๆ) ร่วมกับมี ST-T segment changes (Strain pattern) ทั่วไป
●
Cardiac Amyloidosis (Phenocopy): หาก Echo อ่านว่าผนังหัวใจหนามาก (Concentric) แต่ EKG กลับพบเป็น Low voltage QRS (Discordance ระหว่าง EKG กับ Echo) ให้สงสัย Amyloidosis เป็นอันดับแรก กลไกคือความหนาที่เห็นไม่ใช่กล้ามเนื้อ แต่เป็น Amyloid fibril ไปเกาะ ซึ่งเป็นสารที่ไม่นำไฟฟ้า
●
Fabry Disease (Phenocopy): อาจพบ LVH ร่วมกับ Short PR interval (ไม่มี Delta wave) เนื่องจากมีการสะสมของ Glycosphingolipid ในระบบนำไฟฟ้า
💡การพบ LVH + LAE ในคนที่อายุยังน้อย เป็น Clue สำคัญในการนึกถึง HCM
👨⚕️ สัดส่วนระดับความรุนแรงและพยากรณ์โรค (Natural History)
จากข้อมูล Registry ขนาดใหญ่ระดับนานาชาติ (เช่น SHARE registry) แสดงให้เห็นว่าภาพจำเดิมที่มองว่า HCM เป็นโรคร้ายแรงนั้นไม่จริงเสมอไป ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีพยากรณ์โรคที่ดีมาก โดยแบ่งตาม Clinical course ได้ดังนี้
■
Stable / mild symptom (60-70% of case)
ไม่มีอาการ หรือมีอาการเหนื่อย/เจ็บหน้าอกเพียงเล็กน้อย (NYHA I-II) อัตราการเสียชีวิตต่ำมาก และมีอายุขัยเฉลี่ยเทียบเท่าประชากรทั่วไป
• มักพบในวัยผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุ (Late-onset > 50 ปี)
• ไม่มีอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย (NYHA Class I - II)
• Sinus Rhythm ปกติ
• LVEF ปกติหรือบีบตัวแรงกว่าปกติ (Hyperdynamic, LVEF เท่ากับหรือมากกว่า 60%) อาจไม่มีหรือมี LVOTO เล็กน้อย
• ผนังหัวใจหนาตัวคงที่ ขนาดช่องว่างในหัวใจ (LV Cavity) เล็ก , ขนาด LA ปกติหรือโตเล็กน้อย
• Cardiac MRI : LGE <15%
■
Symptomatic / progressive (20-30% of case)
มีอาการชัดเจนจาก LVOTO หรือ Diastolic HF มีโอกาสเกิด Atrial Fibrillation (พบได้ ~20% ซึ่งเพิ่มความเสี่ยง Stroke อย่างมาก) กลุ่มนี้มักต้องพิจารณาใช้ Targeted therapy หรือ Septal Reduction Therapy
• มักเริ่มแสดงอาการตั้งแต่อายุน้อย (เด็ก หรือ < 30 ปี)
• อาการเหนื่อยหอบแย่ลงเรื่อยๆ (NYHA Class III - IV) ทนต่อการออกกำลังกายได้น้อยลงชัดเจน
• เกิดภาวะ Atrial Fibrillation (AF) ตั้งแต่อายุน้อย หรือมีหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบอื่นๆ ร่วมด้วย
• LVEF เริ่มลดลง (LVEF 50-59% ถือว่าเริ่มผิดปกติใน HCM) และหาก LVEF < 50% จะถือว่าเป็น End-Stage
• ผนังหัวใจที่เคยหนาเริ่ม "บางลง" และช่องว่างในหัวใจ "ขยายตัวกว้างขึ้น" (LV Dilation) จากการเกิดพังผืด , LA โตมาก (Severe LA Enlargement) บ่งชี้ถึงแรงดันในหัวใจห้องล่างซ้ายที่สูงเรื้อรัง (Diastolic dysfunction รุนแรง)
ข้อควรระวัง: ในช่วงที่โรคดำเนินไปสู่ End-Stage อาการอุดกั้นทางเดินเลือด (LVOTO) มักจะหายไป เพราะหัวใจบีบตัวอ่อนลงและห้องหัวใจขยายตัว
• Cardiac MRI : พบ Extensive LGE (\ge 15%) และปริมาณพังผืดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อติดตามผล
■
End stage / burned-out phase (~5%)
LVEF ลดลงเหลือ < 50% ผนังหัวใจเริ่มบางลงจากการเกิด Replacement fibrosis ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีอัตราการเสียชีวิตสูง และมักต้องได้รับการประเมินเพื่อทำ Heart Transplantation
📈 การประเมินความเสี่ยง Sudden Cardiac Death (SCD)
ปัจจุบันการพิจารณาใส่เครื่อง ICD (Implantable Cardioverter-Defibrillator) เพื่อ Primary prevention จะประเมินจากความเสี่ยงสะสม โดย CMR มีบทบาทอย่างมาก หากพบปริมาณ Fibrosis จาก LGE เท่ากับหรือมากกว่า 15% ของ LV mass จะถือเป็น Major risk factor ร่วมกับปัจจัยดั้งเดิม ได้แก่
1.
Massive LVH (เท่ากับหรือมากกว่า 30 mm)
2.
ประวัติครอบครัวมี SCD จาก HCM
3.
Unexplained syncope
4.
พบ Non-sustained VT (NSVT) ใน Holter monitor
🧮 เครื่องมือ HCM Risk-SCD Calculator
พัฒนาโดยสมาคมหัวใจยุโรป (ESC) เป็นสมการทางสถิติที่ใช้คำนวณหา "โอกาสที่จะเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (SCD) ในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า" เพื่อให้แพทย์และผู้ป่วยมีตัวเลขที่ชัดเจนประกอบการตัดสินใจฝังเครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ (ICD) เพื่อป้องกันเบื้องต้น (Primary Prevention)
การคำนวณนี้จะใช้ตัวแปรทางคลินิกที่เข้าถึงได้ง่ายจากการซักประวัติและทำ Echocardiogram จำนวน 7 ตัวแปร
1 อายุ (Age): อายุขณะที่ประเมิน (อายุน้อยมีความเสี่ยงสะสมสูงกว่า)
2 ความหนาสูงสุดของผนังหัวใจล่างซ้าย (Maximal LV wall thickness): หน่วยเป็นมิลลิเมตร (ยิ่งหนามาก ยิ่งเสี่ยงสูง โดยเฉพาะถ้าหนาตั้งแต่ 30 มิลลิเมตรขึ้นไป)
3 ขนาดหัวใจห้องบนซ้าย (Left Atrial size): วัดเส้นผ่านศูนย์กลาง (LA diameter) หน่วยเป็นมิลลิเมตร (บ่งบอกถึงแรงดันสะสมและ Diastolic dysfunction)
4 ความแตกต่างของความดันสูงสุด (Maximal LVOT gradient): วัดขณะพักหรือขณะทำ Valsalva maneuver หน่วยเป็น mmHg (ประเมินระดับการอุดกั้นเลือด)
5 ประวัติครอบครัว (Family History of SCD): มีญาติสายตรงลำดับที่หนึ่งเสียชีวิตกะทันหัน หรือเสียชีวิตจาก HCM หรือไม่
6 ประวัติหน้ามืดหมดสติ (Unexplained Syncope): การหมดสติที่ไม่สามารถอธิบายด้วยสาเหตุอื่นได้ (เช่น ไม่ใช่หน้ามืดจากอากาศร้อนหรือการเปลี่ยนท่าทาง)
7 หัวใจเต้นผิดจังหวะ (Non-sustained VT): ตรวจพบจังหวะหัวใจห้องล่างเต้นรัวติดกัน (ตั้งแต่ 3 บีทขึ้นไป ที่ความเร็วตั้งแต่ 120 ครั้งต่อนาที) จากการติดเครื่องกราฟหัวใจ 24-48 ชั่วโมง (Holter monitor)
📝 การแปลผลเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยง (5-Year SCD Risk)
เมื่อป้อนข้อมูลครบทั้ง 7 ข้อ เครื่องจะคำนวณตัวเลขความเสี่ยงสะสมใน 5 ปีออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะนำไปสู่คำแนะนำในการใส่เครื่อง ICD ดังนี้
●
กลุ่มเสี่ยงต่ำ (น้อยกว่า 4%)
คำแนะนำ: โดยทั่วไป ไม่แนะนำ ให้ใส่เครื่อง ICD
แนวทาง: ติดตามอาการและประเมินความเสี่ยงซ้ำทุก 1-2 ปี
●
กลุ่มเสี่ยงปานกลาง (4% ถึงน้อยกว่า 6%)
คำแนะนำ: พิจารณาใส่ได้ (May be considered - Class IIb)
แนวทาง: เป็นพื้นที่สีเทา (Gray zone) แพทย์จะใช้วิจารณญาณร่วมกับการพูดคุยกับผู้ป่วย (Shared decision-making) โดยมักจะมองหาปัจจัยเสี่ยงเสริมอื่นๆ (Risk modifiers) เข้ามาช่วยตัดสินใจ
●
กลุ่มเสี่ยงสูง (ตั้งแต่ 6% ขึ้นไป)
คำแนะนำ: ควรพิจารณาใส่ ICD (Should be considered - Class IIa)
แนวทาง: ประโยชน์ของเครื่อง ICD ในการช่วยชีวิตมีมากกว่าความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนของการใส่เครื่องอย่างชัดเจน
💡เวชปฏิบัติปัจจุบัน หากผู้ป่วยคำนวณคะแนนออกมาได้กลุ่มเสี่ยงต่ำหรือปานกลาง แพทย์จะอ้างอิงข้อมูลจากฝั่งอเมริกา (AHA/ACC) และทำ CMR เพื่อดูปริมาณพังผืด (LGE) เสมอ หากพบว่ามีพังผืดสะสมตั้งแต่ 15% ของมวลกล้ามเนื้อหัวใจ หรือตรวจพบ กระเปาะปลายหัวใจ (Apical aneurysm) รวมถึงการที่ LVEF ลดลงเหลือน้อยกว่า 50% จะถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงหลัก (Major risk factors) ที่ทำให้แพทย์ตัดสินใจแนะนำให้ใส่ ICD ทันที แม้คะแนนจากแอปพลิเคชันของ ESC จะยังไม่ถึงเกณฑ์ 6% ก็ตาม
🧬 ควรพิจารณาส่งตรวจ Genetic เมื่อไร?
การพิจารณาส่งตรวจจะแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลักๆ ดังนี้
กรณีที่ 1: ตรวจในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยแล้ว (Index Patient / Proband)
✓
ทุกเคสที่วินิจฉัยว่าเป็น HCM ทางคลินิก: ควรได้รับการเสนอให้ตรวจพันธุกรรม เพื่อหา Mutation ที่เป็นสาเหตุ (Pathogenic หรือ Likely Pathogenic variant)
✓
เพื่อแยกโรคกลุ่ม Phenocopies: หากผู้ป่วยมีลักษณะทางคลินิกหรือ EKG/ECHO ที่ไม่จำเพาะกับ HCM ทั่วไป เช่น มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบ WPW syndrome, มีโปรตีนในปัสสาวะ, ชาตามปลายมือปลายเท้า, หรือผนังหัวใจหนามากผิดปกติแบบ Concentric การตรวจยีนจะช่วยแยกโรคกลุ่ม Metabolic หรือ Infiltrative diseases (เช่น Fabry disease, Danon disease, หรือ Amyloidosis) ได้อย่างแม่นยำ
กรณีที่ 2: ตรวจในสมาชิกครอบครัว (Cascade Screening)
✓
จะทำ ก็ต่อเมื่อ ผู้ป่วยรายแรก (Proband) ตรวจพบยีนก่อโรคที่ชัดเจนแล้วเท่านั้น
✓
เป้าหมายคือการนำยีนตัวนั้นไปตรวจหาใน ญาติสายตรงลำดับที่ 1 (First-degree relatives: พ่อ แม่ พี่ น้อง ลูก)
✓
ข้อดี: หากญาติคนใดตรวจ ไม่พบ ยีนกลายพันธุ์นี้ (Genotype-negative) จะสามารถปลดล็อคความกังวล และไม่ต้องมาตรวจ Echo หรือ EKG ติดตามทุกปีไปตลอดชีวิต แต่ถ้าตรวจ พบ (Genotype-positive) แม้จะยังไม่มีอาการหรือผนังหัวใจยังไม่หนา ก็จะต้องเข้าสู่ระบบการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดต่อไป
Clinical Pearl: สิ่งสำคัญที่สุด "ต้องทำ Genetic Counseling (การให้คำปรึกษาทางพันธุศาสตร์)" ทั้งก่อนส่งตรวจ (Pre-test) และหลังทราบผล (Post-test) เสมอ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจความหมาย ข้อจำกัด และผลกระทบต่อครอบครัวและจิตใจ
🧬 ส่งตรวจอะไรบ้าง?
ปัจจุบันเราไม่ได้ตรวจแค่ยีนเดี่ยวๆ แต่จะใช้เทคโนโลยี Next-Generation Sequencing (NGS) เพื่อตรวจยีนหลายตัวพร้อมกันเป็นชุด (Panel testing)
■
HCM Panel / Comprehensive Cardiomyopathy Panel: มักจะครอบคลุมยีนประมาณ 30-50 ยีนขึ้นไป
ยีนหลักกลุ่ม Sarcomere (Core Genes): ต้องมีในการตรวจเสมอ เพราะเป็นสาเหตุของ HCM กว่า 90% ในกลุ่มที่ตรวจพบยีน เช่น
✓
MYH7 (Beta-myosin heavy chain)
✓
MYBPC3 (Myosin-binding protein C) - พบบ่อยที่สุด
✓
TNNI3, TNNT2, TPM1, MYL2, MYL3, ACTC1
ยีนกลุ่ม Phenocopies (Syndromic/Metabolic Genes): มักจะรวมอยู่ใน Panel ด้วย เพื่อแยกโรค เช่น
✓
GLA (Fabry disease)
✓
LAMP2 (Danon disease)
✓
PRKAG2 (PRKAG2 syndrome)
✓
TTR (Transthyretin Amyloidosis)
🧑🔬 ใช้ Sample (สิ่งส่งตรวจ) ใดในการส่งตรวจ?
การสกัด DNA สำหรับทำ NGS สามารถใช้ตัวอย่างได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความสะดวกและบริบททางคลินิก
●
เลือด (Whole Blood) - มาตรฐานและนิยมที่สุด
เจาะเลือดใส่หลอด EDTA (ฝาสีม่วง) ประมาณ 3-5 mL
ข้อดี: ได้ปริมาณ DNA เยอะและคุณภาพสูง (High yield) นำไปวิเคราะห์ได้แม่นยำ
●
น้ำลาย หรือ เยื่อบุพุ้งแก้ม (Saliva / Buccal Swab)
ใช้ชุดเก็บตัวอย่างเฉพาะ (Kit) โดยให้ผู้ป่วยบ้วนน้ำลายหรือใช้ก้านสำลีป้ายกระพุ้งแก้ม
ข้อดี: สะดวกมาก ไม่เจ็บตัว เหมาะสำหรับเด็กเล็ก หรือการส่งชุดไปตรวจให้ญาติที่อยู่ต่างจังหวัดทางไปรษณีย์
●
เนื้อเยื่อหลังเสียชีวิต (Post-mortem sample / Molecular Autopsy)
ในกรณีที่ผู้ป่วยรายแรกเสียชีวิตกะทันหัน (Sudden Cardiac Death) และสงสัย HCM สามารถส่งตรวจ DNA จากเลือดสด เลือดในหลอดที่เก็บไว้ก่อนตาย (ถ้ามี) หรือเนื้อเยื่อที่แช่แข็ง (Fresh frozen tissue) เช่น ตับ หรือ กล้ามเนื้อหัวใจ
ข้อควรระวัง: การสกัด DNA จากเนื้อเยื่อที่แช่ฟอร์มาลีน (FFPE) มักได้ DNA ที่เสื่อมสภาพและอาจแปลผลยาก
🏥 แนวทางการรักษา
แม้ว่ายา Targeted Therapy (CMIs อย่าง Mavacamten หรือ Aficamten) จะได้ผลดีเยี่ยม แต่ในปัจจุบันจะถูกจัดเป็น "ยาลำดับที่สอง (Second-line / Add-on therapy)" สำหรับผู้ป่วยที่ใช้ยาดั้งเดิมแล้วยังมีอาการอยู่ (เนื่องจากประเด็นด้านราคา การเข้าถึงยา และต้องมีระบบติดตามความปลอดภัย LVEF อย่างเข้มงวด)
💊 "ยามาตรฐานลำดับแรก (First-line Therapy)" ในทุกแนวทางการรักษาทั่วโลก (ทั้ง AHA/ACC และ ESC Guidelines)
1️⃣ Beta-blockers (เช่น Bisoprolol, Metoprolol)
• บทบาทปัจจุบัน: เป็น "พระเอกเบอร์หนึ่ง" ที่ต้องจ่ายเป็นตัวแรก (Class I Recommendation) ให้กับผู้ป่วย HCM ที่เริ่มมีอาการ (ทั้งกลุ่ม Obstructive และ Non-obstructive)
กลไกใน HCM
1. ลดอัตราการเต้นของหัวใจ (Negative chronotrope) ทำให้หัวใจมี "เวลา" ในช่วงคลายตัวเพื่อรับเลือดนานขึ้น (Improve diastolic filling)
2. ลดความแรงในการบีบตัว (Negative inotrope) ช่วยลดความเร็วของเลือดที่พุ่งออกจากหัวใจ จึงลดการอุดกั้น (LVOT gradient) ได้ดีในขณะออกกำลังกาย
2️⃣ Calcium Channel Blockers (CCBs)
ในโรค HCM ต้องแยก CCBs ออกเป็น 2 กลุ่มอย่างเด็ดขาด เพราะให้ผลตรงข้ามกัน
1. กลุ่มที่ใช้ได้ (Non-dihydropyridines: Verapamil, Diltiazem)
• บทบาท: เป็นยาทางเลือกลำดับแรก (Alternative First-line) จะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วย "ทนผลข้างเคียงของ Beta-blocker ไม่ได้" หรือมีข้อห้ามใช้ (เช่น เป็นโรคหอบหืดรุนแรง)
• ข้อควรระวัง: ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวรุนแรง ผนังหัวใจบางลง หรือความดันโลหิตต่ำมาก
2. กลุ่มที่เป็นข้อห้าม (Dihydropyridines: Amlodipine, Nifedipine)
• บทบาท: "ข้อห้าม (Contraindication) ในกลุ่มที่มีการอุดกั้น (HOCM)"
• เหตุผล: ยาในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์ขยายหลอดเลือดส่วนปลาย (Vasodilation) อย่างรุนแรง ทำให้ Afterload ลดลง ซึ่งจะยิ่งกระตุ้นให้ลิ้นหัวใจ (Mitral valve) ถูกดูดไปขวางทางเดินเลือด (SAM) ทำให้การอุดกั้นแย่ลงและผู้ป่วยอาจหน้ามืดหมดสติได้
3️⃣ ARB (Angiotensin Receptor Blockers) / ACE Inhibitors
ใน Obstructive HCM (HOCM): "ควรหลีกเลี่ยง (Avoid)"
เหตุผล: คล้ายกับ Amlodipine คือยาไปขยายหลอดเลือดและลด Afterload ซึ่งจะทำให้กลไกการอุดกั้นทางเดินเลือด (LVOTO) เลวร้ายลง
บทบาทที่แท้จริงในปัจจุบัน: จะมีที่ใช้เฉพาะใน 2 สถานการณ์นี้เท่านั้น
1. Non-obstructive HCM ที่มีความดันโลหิตสูงร่วมด้วย: หากไม่มีภาวะทางเดินเลือดอุดกั้นเลย สามารถใช้ ARB เพื่อควบคุมความดันโลหิตได้
2. End-Stage HCM (Burned-out phase): เมื่อโรคดำเนินไปจนผนังหัวใจบางลง และการบีบตัวแย่ลง (LVEF < 50%) ผู้ป่วยจะเข้าสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวแบบ HFrEF ในระยะนี้ LVOTO จะหายไป การรักษาจะเปลี่ยนไปใช้มาตรฐานยา Heart Failure ทั่วไป ซึ่ง ARB/ARNI จะกลายมาเป็นยาหลักเพื่อยืดอายุขัยแทน
💊 Cardiac Myosin Inhibitors (CMIs) เช่น Mavacamten , Aficamten
หัวใจสำคัญของการเกิดโรค HCM ในระดับเซลล์คือ "ภาวะบีบตัวมากเกินไป (Hypercontractility)" ซึ่งเกิดจากการกลายพันธุ์ของโปรตีนในหน่วยย่อยของกล้ามเนื้อหัวใจ (Sarcomere) ทำให้มีจำนวน "หัวจับ" (Myosin heads) ที่ไปเกาะกับเส้นใย Actin มากผิดปกติ กล้ามเนื้อหัวใจจึงทำงานหนักตลอดเวลา คลายตัวไม่ได้ และใช้พลังงาน (ATP) สิ้นเปลืองจนเซลล์ล้า
ยา Mavacamten และ Aficamten จัดอยู่ในกลุ่ม Cardiac Myosin Inhibitors (CMIs) ซึ่งออกแบบมาเพื่อเข้าไปแก้ไขความผิดปกตินี้ที่ระดับโครงสร้างโดยตรง
★
ข้อบ่งชี้ (Indications) ในการเริ่มใช้ยา
1. เป็นชนิดอุดกั้น (Obstructive HCM): ต้องเป็นผู้ป่วยกลุ่มที่มีการอุดกั้นทางเดินเลือดออกจากหัวใจห้องล่างซ้าย (HOCM) เท่านั้น
2. มีระดับการอุดกั้นชัดเจน: ตรวจพบ LVOT gradient ≥ 50 mmHg (ไม่ว่าจะเป็นค่าที่วัดได้ขณะพัก หรือค่าที่ได้จากการกระตุ้นด้วย Valsalva maneuver หรือ Exercise Stress Echo ก็ตาม)
3. มีอาการรบกวนชีวิตประจำวัน: ผู้ป่วยยังมีอาการเหนื่อยหอบ หรือเจ็บหน้าอกในระดับปานกลางถึงรุนแรง (NYHA Class II - III) แม้ว่าจะได้รับยามาตรฐาน (First-line drugs เช่น Beta-blockers) ในขนาดที่เหมาะสมแล้วก็ตาม
4. การบีบตัวของหัวใจยังดีอยู่: นี่คือข้อแม้ที่สำคัญมาก ผู้ป่วยต้องมีค่าความสามารถในการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้าย (LVEF) ≥ 55% ขึ้นไปในวันที่พิจารณาเริ่มยา
★
ข้อควรระวัง (Boxed Warning & Precautions)
กลไกของยา CMIs คือการไป "ลดความแรงในการบีบตัวของหัวใจ (Negative Inotropy)" เพื่อไม่ให้ผนังหัวใจหดตัวรุนแรงจนไปขวางทางเดินเลือด ดังนั้นความเสี่ยงหลักของการใช้ยาตัวนี้คือ การทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวจากการบีบตัวอ่อนแรง (Systolic Heart Failure)
1. ต้องทำ Echocardiogram ติดตามอย่างใกล้ชิด: เพื่อดูค่า LVEF ก่อนเริ่มยา, ระหว่างปรับขนาดยา (เดือนที่ 1, 2, 3), และทุกๆ 12 สัปดาห์ตลอดการใช้ยา
2. เกณฑ์การหยุดยาชั่วคราว: หากพบว่าค่า LVEF ลดลงต่ำกว่า 50% ต้องหยุดยาทันที (รอจนกว่า LVEF จะฟื้นกลับมา)
3. Drug Interactions: Mavacamten ถูกทำลายผ่านเอนไซม์ CYP2C19 และ CYP3A4 ที่ตับ ดังนั้นห้ามใช้ร่วมกับยาที่ไปยับยั้งเอนไซม์เหล่านี้ (เช่น ยาลดกรด Omeprazole บางขนาด, ยาฆ่าเชื้อรากลุ่ม Azoles, ยาปฏิชีวนะ Macrolides) เพราะจะทำให้ระดับยาแก้หัวใจหนาคั่งในเลือดสูงเกินไปจน LVEF ตกได้
ข้อมูลทางสถิติ 📊
จากการศึกษาวิจัยทางคลินิกระยะที่ 3 (Phase 3 Clinical Trials) ของยากลุ่ม Cardiac Myosin Inhibitors (CMIs) ทั้ง Mavacamten (EXPLORER-HCM และ VALOR-HCM) และ Aficamten (SEQUOIA-HCM) แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเป็น "Disease-modifying drugs" หรือยาที่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างการดำเนินโรคได้จริง นอกเหนือจากการลดอาการเพียงอย่างเดียว
1. ผลต่อโครงสร้างกล้ามเนื้อหัวใจ (Myocardial Thickness & Regression) Mavacamten (EXPLORER-HCM)
• Max wall thickness reduction ลดลงเฉลี่ย 2.4 mm.
• LV mass index reduction ลดลงเฉลี่ย 15.6 - 17.4 g/m2
• LV volume index ลดลงเฉลี่ย 10.3 mL/m2 สะท้อนถึงการคลายตัวของหัวใจที่ดีขึ้น (Diastolic function)
2. ข้อมูลของ Aficamten (SEQUOIA-HCM และ FOREST-HCM OLE): ให้ผลลัพธ์ในทิศทางเดียวกัน โดยพบว่าความหนาของผนังหัวใจ (Max LV wall thickness) ลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อติดตามผลที่ 48 สัปดาห์ และไม่มีผู้ป่วยรายใดเลยที่มีภาวะผนังหัวใจหนาตัวเพิ่มขึ้น (No disease progression)
3. Clinical Insight: การที่ผนังหัวใจบางลงและมวลกล้ามเนื้อลดลง (Regression) เกิดจากการที่ยาลดการทำงานที่มากเกินไปของเซลล์ ทำให้เซลล์ไม่บาดเจ็บและลดการอักเสบ (ยืนยันได้จากค่า Troponin และ NT-proBNP ในเลือดที่ลดลงถึง 50-80% เมื่อเทียบกับ Placebo)
4. จากการศึกษา VALOR-HCM (ศึกษาในกลุ่มผู้ป่วย HOCM อาการหนักที่เข้าเกณฑ์ต้องได้รับการผ่าตัด Septal Myectomy หรือฉีดแอลกอฮอล์ ASA แล้ว)
• กลุ่ม Placebo: 76.8% ยังคงมีอาการรุนแรงและต้องเข้ารับการผ่าตัด
• กลุ่ม Mavacamten: มีเพียง 17.9% ที่ยังคงเข้าเกณฑ์ต้องผ่าตัด (หมายความว่ายาช่วยให้ผู้ป่วยกว่า 82% หลุดพ้นจากข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดหัวใจได้ที่สัปดาห์ที่ 16)
สรุปภาพรวม: ยา CMIs ไม่ได้เพียงแค่กดอาการชั่วคราว แต่สามารถลดความหนาของกล้ามเนื้อหัวใจ (Regression) ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนผลด้านการลดอัตราการเสียชีวิตในระยะยาว ยังคงต้องรอข้อมูลจาก Long-term registry extension (เช่น MAVA-LTE) ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า
สรุปแนวทางการให้ยาตาม Step ปัจจุบัน (Step-care algorithm)
Step 1: เริ่มต้นด้วย Beta-blocker (หรือ Verapamil/Diltiazem) และปรับขนาดยาขึ้นจนกว่าจะคุมอาการได้ หรือจนเกิดผลข้างเคียง (เช่น หัวใจเต้นช้าเกินไป)
Step 2: หากปรับยา Step 1 เต็มที่แล้วผู้ป่วยกลุ่ม HOCM ยังมีอาการเหนื่อย (NYHA II-III) จึงจะพิจารณาเพิ่ม Mavacamten/Aficamten (หรือยา Disopyramide ซึ่งเป็นยาเก่าแต่หาค่อนข้างยาก)
Step 3: หากใช้ยาทุกตัวแล้วไม่ตอบสนอง จึงส่งปรึกษาเพื่อทำหัตถการ/ผ่าตัดลดขนาดผนังหัวใจ (Septal Reduction Therapy)
การแพทย์
ความรู้รอบตัว
สุขภาพ
บันทึก
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
รวมความรู้ทางการแพทย์ทั่วไป
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย