Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
The Salaryman Universe
•
ติดตาม
29 มิ.ย. เวลา 15:23 • นิยาย เรื่องสั้น
EP. 7 : วันที่พ่อแพ้
เช้าวันอาทิตย์
หน้าบ้านมีรถยนต์แบบที่กรอบป้ายทะเบียนแสดงชื่อบริษัทรถเช่า เหมือนเพิ่งเช่ามาจากสนามบิน แล่นเข้ามาจอด
มีชายร่างเล็ก ผมหงอกทั้งหัว เดินลงมาพร้อมหญิงวัยกลางคนคนหนึ่ง
"เอ๊ะ นั่นอาประสิทธิ์ไหมนะ" ผมคิดในใจ รู้สึกคุ้นๆ เพราะหน้าตาแกยังดูเหมือนเดิมแค่อายุเยอะขึ้นมากเฉยๆ
อาประสิทธิ์เป็นอดีตโฟร์แมนของพ่อ สมัยที่พ่อยังทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่กรุงเทพฯ
"พี่สันติ!"
อาประสิทธิ์เสียงดังพอๆกับพ่อ
พ่อหันไปมอง ก่อนยิ้มกว้างแบบดีใจสุดขีด
"ไอ้ประสิทธิ์!"
ทั้งสองคนหัวเราะ
เหมือนย้อนกลับไปตอนอายุสามสิบกับสี่สิบ
ไม่ใช่เจ็ดสิบกับแปดสิบ
"นี่ลูกชาย"
พ่อหันมาแนะนำ
"เอก"
ผมยกมือไหว้
"สวัสดีครับ"
อาประสิทธิ์ยิ้ม
"โตขึ้นเยอะเลย จำแทบไม่ได้เลยเนี่ย"
"เจอครั้งล่าสุดตอนเด็ก ตัวนิดเดียว"
ผมหัวเราะ
"ตอนนี้ก็ตัวไม่ใหญ่มากครับ"
แล้วทุกคนก็หัวเราะ
"ว่าแต่ เอ็งนี่หล่อนะเนี่ย ทั้งผิว ทั้งหน้าได้แม่มาชัดๆ"
พ่อเงียบ ผมเงียบ
อาประสิทธิ์เหมือนรู้ตัว แกเลยรีบพูดแนะนำลูกสาวแกเพื่อกลบเกลื่อน
"เออนี่ นี่ลูกสาวอานะ พี่แตน พอดีมางานรับปริญญาหลานที่ขอนแก่น เลยบินมาก่อนล่วงหน้าแล้วเช่ารถเที่ยวกันหน่ะ"
พี่แตนสวัสดีทุกคน ก่อนที่พวกเราจะเข้าบ้านแล้วเปลี่ยนเรื่องคุย
ในบ้าน
ข้าวปั้นกำลังชงกาแฟ
พี่แตนออกไปยืนคุยโทรศัพท์เพื่อนัดสถานที่เที่ยวกับญาติคนอื่นๆ ที่จะตามมาสบทบในงานรับปริญญา
ส่วนผม นั่งฟังผู้เฒ่าสองคนคุยกัน
เรื่องช่าง
เรื่องบ้าน
เรื่องลูกน้องเก่า
เรื่องคนที่เสียไปแล้ว ที่หลายชื่อ ผมไม่เคยรู้จักเลย
แล้วก็เรื่องล่าสุดที่เพิ่งตกหลังคา และกลับมาเป็นปกติได้ไม่นาน
หลังจากคุยกันเต็มที่พอให้หายคิดถึงแล้ว พ่อก็เดินไปเข้าห้องน้ำ เหลือแค่ผมกับอาประสิทธิ์
แกมองไปรอบบ้าน ก่อนยิ้ม
"พี่สันติโชคดี"
"มีลูกดี"
ผมหัวเราะ
"ผมว่าพ่อคงไม่คิดแบบนั้นนะครับ"
อาประสิทธิ์หันมามอง
"ทำไมหล่ะ"
ผมเงียบอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพูดออกไปตามตรง
"เพราะผมเพิ่งจะกลับมาสนิทกับพ่อมากขึ้นจริงๆ ก็หลังเกิดเรื่องนี่แหละ"
ชายชราตรงหน้าผมเงียบนิดหนึ่ง เหมือนคิดอะไรบางอย่างก่อนเล่า
"เอก"
"เอ็งรู้ไหม"
"วันนั้น"
"พ่อเอ็งร้องไห้"
ผมชะงัก
"วันไหนครับ"
"วันที่ธนาคารมายึดบ้าน"
ผมนั่งนิ่ง เพราะตอนนั้นผมจำได้ว่าพ่อไม่เคยร้องไห้ และก็ไม่เคยมีใครเล่าเรื่องนี้
"พี่สันติเซ็นเอกสารเสร็จ ก็เดินไปนั่งหน้าบ้านแล้วร้องเหมือนเด็กเลย"
"เอ็งไม่เห็นหรอก วันนั้นเอ็งยังอยู่ที่โรงเรียน"
อาประสิทธิ์ยิ้มบางๆ ก่อนเล่าต่อ
"แกเอาแต่พูดว่า ลูกกูจะอยู่ยังไง แล้วก็พูดอะไรต่ออีกมากมายไม่รู้ ที่ถึงจะแทบฟังไม่เป็นคำ แต่ก็พอจับใจความได้ว่าพูดถึงแต่ลูก แต่เมีย"
ผมหายใจติดขัดไปแวบหนึ่ง เหมือนน้ำมูกน้ำตาจะไหลตาม
"พี่เค้าไม่เคยเสียดายรถ"
"ไม่เคยเสียดายบริษัท"
"แต่เสียดายที่ทำให้ลูก เมีย สบายไม่ได้อย่างที่ฝันไว้"
"แต่จนถึงขนาดนั้น พี่เค้าก็ยังเป็นห่วงทุกคน"
"เงินที่ได้จากการขายทุกอย่าง"
"รถ"
"เครื่องจักร"
"ที่ดิน"
"หลังจากแกขายหมด แกก็เอาเงินมาจ่ายเงินเดือนงวดสุดท้ายก่อน เพื่อไม่ให้ลูกน้องอด"
"พี่สันติบอกว่า เพราะลูกน้องก็มีลูกมีเมีย มีครอบครัวที่ต้องดูแลเหมือนกัน"
"เค้าจะทิ้งทุกอย่าง แล้วหนีไปโดยที่ไม่รับผิดชอบทุกคนไม่ได้"
"ตอนนั้นถ้าพี่เค้าเห็นแก่ตัวอีกสักนิดนะ คงเหลือเงินกลับมาตั้งตัวที่ขอนแก่นได้มากกว่านี้"
"นี่แหละ ผู้ชายที่ชื่อสันติ"
พูดจบ อาประสิทธิ์ก็ยิ้มบางๆ ก่อนที่พ่อจะออกมาจากห้องน้ำแล้วถาม
"คุยอะไรกัน"
อาประสิทธิ์ยิ้ม
"นินทาพี่ให้ลูกพี่ฟังหน่ะสิ"
"นินทามาสี่สิบปีแล้ว ไม่เบื่อกันบ้างหรือไง"
แล้วทั้งพ่อทั้งอาประสิทธิ์ก็หัวเราะร่วน ทิ้งผมให้นั่งคิดอะไรบางอย่าง
วันนี้ผมได้เห็นพ่อผมในมุมใหม่ๆอีกแล้ว
จากที่ผมเคยคิดเอาเองมาตลอดว่าพ่อหนีมาที่นี่ ทิ้งปัญหาไว้ที่กรุงเทพฯ ทิ้งลูกน้องหลายคนมาดื้อๆ
แต่ความจริง มันไม่ใช่อย่างที่ผมคิดเลย
พ่อผมไม่ใช่คนแบบนั้น
เพียงแต่เค้าไม่เคยเล่าอะไรให้ผมฟังเท่านั้นเอง
รวมถึงผมในตอนนั้นเอง ที่ไม่เคยเปิดใจให้พ่ออีกเลยหลังจากที่แม่จากไป
ตอนนี้ กำแพงในใจผม อยู่ๆมันก็ทลายหายไปดื้อๆ
ผมหันไปมองพ่อแบบรู้สึกภูมิใจ
ภูมิใจในความ empathy ของพ่อผม
ซึ่งมันไม่ใช่คุณสมบัติที่ใครๆสมัยนี้ จะมีกันได้ง่ายๆ
โดยเฉพาะยามที่เจอวิกฤติชีวิต พ่อผมก็ยังนึกถึงคนอื่นอยู่เสมอ
ผมเข้าใจแล้ว เข้าใจแล้วว่าที่ผ่านมา พ่อผมได้ผ่านความพยายามมามากขนาดไหน
แต่ชีวิตคนเรามันไม่ง่าย มันไม่ได้พุ่งขึ้นเป็นเส้นตรง แต่มันมีขึ้นมีลงเหมือนเส้นกราฟ
และปัจจัยภายนอก ที่มันวิ่งเข้ามากระทบชีวิตเรา บางทีมันก็เข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว
ช่วงบ่าย
อาประสิทธิ์กลับแล้ว
ผมนั่งอยู่คนเดียวหน้าบ้าน
ลมพัดเบา ๆ
ผมนึกถึงตัวเองตอนอายุสิบสอง
วันที่แม่จากไปหลังบ้านถูกยึดได้ไม่นาน
ตอนนั้น ผมเห็นแค่เด็กคนหนึ่งที่เสียแม่
แต่วันนี้ ผมเพิ่งเห็นเพิ่มอีกคนหนึ่ง
ผู้ชายวัยห้าสิบเอ็ด
ที่เสียทุกอย่างพร้อมกันหมด
บริษัท
บ้าน
ศักดิ์ศรี
ความมั่นใจ
อนาคต
และผู้หญิงที่รัก
ถ้าผมเป็นผู้ชายคนนั้น ผมจะแกร่งพอที่จะลุกขึ้นยืนอีกไหวไหม
ผมก็ยังตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกัน
คืนนั้น
ผมนั่งดูรูปเก่าอีกครั้ง
คราวนี้ ผมไม่ได้มองเห็นเจ้าของบริษัทอยู่ในรูป
แต่ผมมองเห็นผู้ชายคนหนึ่งที่เคยพยายามอย่างสุดชีวิต
แม้สุดท้ายจะไม่ชนะ
แต่ความล้มเหลว มันก็ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดว่าคนคนนั้นพยายามไม่พอ
และผมกำลังมองพ่อผม ในฐานะผู้ชายคนหนึ่งที่ผ่านอะไรมามาก มากจนผมอยากเข้าไปโอบกอดเขาแน่นๆอีกครั้งด้วยความเข้าใจ
มนุษย์เงินเดือน
นิยาย
แนวคิด
1 บันทึก
1
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
Home, Again
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย